พระบรมสาทิสลักษณ์พระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ ๑ - ๑๐

ราชวงศ์จักรี (อังกฤษ: Chakri dynasty) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองราชอาณาจักรไทยต่อจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี จนถึงปัจจุบัน โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบรมนามาภิไธย ในรัชกาลที่ ๑ ระหว่าง พ.ศ. ๒๓๒๑ - พ.ศ. ๒๓๒๕) ได้ขึ้นเสวยราชสมบัติทรงพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระองค์แรก (พระนามเดิมทองด้วง ทรงสืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางในสมัยกรุงศรีอยุธยา) ทรงสถาปนาราชวงศ์โดยการปราบดาภิเษกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ และทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เป็นราชธานี (กรุงเทพมหานคร ในปัจจุบัน) ยุคของราชวงศ์นี้ นิยมเรียกว่ายุครัตนโกสินทร์

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางยุคสมัยของโลก เป็นเหตุให้พระมหากษัตริย์ทรงจำเป็นต้องปรับปรุงระบบการปกครองบ้านเมือง เปลี่ยนชื่อจากรัตนโกสินทร์ เป็นสยาม ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และเปลี่ยนเป็นไทย ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ ๘

พระมหากษัตริย์ไทยแห่งราชวงศ์จักรี พระองค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์เดียวใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระองค์ทรงรับตำแหน่งเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ แต่ในทางนิตินัยถือว่าได้ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

ประวัติความเป็นมา

ที่มาของชื่อและสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์

ชื่อของราชวงศ์จักรี มีที่มาจากบรรดาศักดิ์เจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ ตำแหน่งสมุหนายก ซึ่งเป็นตำแหน่งทางราชการที่พระองค์เคยทรงดำรงตำแหน่งมาก่อนในสมัยกรุงธนบุรี คำว่าจักรี นี้พ้องเสียงกับคำว่าจักร และตรี ซึ่งเป็นเทพอาวุธของพระวิษณุ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระแสงจักร และพระแสงตรี ไว้ ๑ สำรับ และกำหนดให้ใช้เป็นสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรี สืบมาจนถึงปัจจุบัน

พระปฐมบรมมหาชนกแห่งราชวงศ์จักรี

จะกล่าวถึงเจ้านายจำพวกซึ่งเป็นปฐมเป็นต้นแซ่ต้นสกุลเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์แลเจ้าราชินิกุลที่เรียกนามว่าคุณ ว่าหม่อม มีบรรดาศักดิ์เนื่องในพระบรมราชวงศ์นี้ ซึ่งบัดนี้เป็นจำพวกต่าง ๆ อยู่ จะให้รู้แจ้งว่าเนื่องมาแต่ท่านผู้ใด พระองค์ใด เป็นเดิมแต่แรกตั้งกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา นี้มา พึงรู้โดยสังเขปว่าบุรุษนารีมีบรรดาศักดิ์ ซึ่งเรียกว่าเป็นจำพวกเจ้า คือเจ้าฟ้าแลพระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ทั้งปวงนั้น ล้วนปฏิพัทธ์พัวพันสืบต่อลงมาแต่องค์สมเด็จพระมหาไปยกาธิบดี คือ องค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ พระเจ้าหลวงของพระบาทสมเด็จพระปรโมรุถชามหาจักรีบรมนาถ ซึ่งปรากฏพระนามในบัดนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งเป็นปฐมบรมอัครมหาราชาธิราชในพระบรมมหาราชวัง

จึงนับได้ว่าสมเด็จพระมหาไปยกาธิบดี หรือสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เป็นพระมหาชนกพระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี และเป็นเจ้านายแห่งราชวงศ์จักรี พระองค์แรกอย่างแท้จริง โดยพระมหาสังข์ เดิม ซึ่งเป็นพระมหาสังข์ที่ใช้บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ ๑ ซึ่งปัจจุบันใช้รดน้ำในพระราชพิธีมงคลให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น

รายพระนามพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี

ลำดับ พระบรมสาทิสลักษณ์/พระนาม ขึ้นครองราชย์/สิ้นสุด ครองราชย์
ร.๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ ๒๗ ปี
ร.๒

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ ๑๕ ปี
ร.๓

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ๒๖ ปี ๘ เดือน ๑๒ วัน
ร.๔

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ - ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ๑๗ ปี
ร.๕

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ๔๒ ปี
ร.๖

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ - ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ๑๕ ปี ๓๔ วัน
ร.๗

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (๒๔๗๘) (สละราชสมบัติ) ๘ ปี ๙๖ วัน
ร.๘

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ (๒๔๗๘) - ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ๑๒ ปี ๙๙ วัน
ร.๙

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ๗๐ ปี ๑๒๖ วัน
ร.๑๐

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ - ปัจจุบัน ยังอยู่ในราชสมบัติ

ดูบทความหลักที่: รัตนโกสินทร์ สยามและไทย

พระบรมวงศานุวงศ์

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา ในพระราชพิธีอภิเษกสมรส

พระบรมวงศานุวงศ์ไทยในปัจจุบันสืบเชื้อสายมาจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (พระราชสมภพเมื่อ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๕ ณ พระตำหนักสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชเทวีภายในพระบรมมหาราชวัง - สวรรคตเมื่อ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ณ วังสระปทุม) ต้นราชสกุลมหิดล กับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พระนามเดิม: สังวาลย์ ตะละภัฏ, พระนามที่นิยมเรียกกันว่าสมเด็จย่า และชาวไทยภูเขาได้ถวายพระสมัญญานามว่าแม่ฟ้าหลวง, พระราชสมภพ: ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ ณ จังหวัดนนทบุรี - สวรรคต: ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ณ กรุงเทพมหานคร) โดยสมเด็จพระบรมราชชนก นั้นเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) ถือเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

แต่เดิมสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และครอบครัว ใช้นามสกุลว่าสงขลา ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระราชทานนามสกุลสำหรับผู้สืบสายพระบรมราชวงศ์ชั้น ๕ ว่ามหิดล เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงมีคุณูปการแก่กิจการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของประเทศไทย ประชาชนชาวไทยโดยทั่วไปคุ้นเคยกับพระนามพระองค์ว่ากรมหลวงสงขลานครินทร์ หรือพระราชบิดา และบางครั้งก็ปรากฏพระนามว่าเจ้าฟ้าทหารเรือ และพระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ำของไทย ส่วนชาวต่างประเทศเรียกพระนามว่าเจ้าฟ้ามหิดล

เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๒ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเสด็จถึงจังหวัดเชียงใหม่ พระองค์มีความเอาใจใส่ในการรักษาประชาชนอย่างมาก ชาวเมืองเชียงใหม่จึงขนานพระนามของพระองค์ว่าหมอเจ้าฟ้า

หลังการสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) พระอนุชาคือพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลเดช (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙) จึงได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกัน และภายหลังได้ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร) พระธิดาในพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร) กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร (สนิทวงศ์) มีพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ พระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีพระองค์ปัจจุบัน


ราชวงศ์จักรี

สัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรี

ช่วงระยะเวลาปกครอง
พ.ศ. ๒๓๒๕ - ปัจจุบัน
พระราชอิสริยยศ พระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๒๕ - พ.ศ. ๒๓๙๙)
  พระมหากษัตริย์สยาม (พ.ศ. ๒๓๙๙ - พ.ศ. ๒๔๙๒)
  พระมหากษัตริย์ไทย (พ.ศ. ๒๔๙๒ - ปัจจุบัน)
ปกครอง ราชอาณาจักรไทย
เชื้อชาติ ดั้งเดิม ไทย จีน และมอญ ภายหลังเพิ่มเปอร์เซีย
สาขา ๘๔ ราชสกุล
  ๔๒ บวรราชสกุล
จำนวนพระมหากษัตริย์ ๑๐ พระองค์
ประมุขพระองค์แรก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ร.๑
ประมุขพระองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ร.๑๐
สถาปนา พ.ศ. ๒๓๒๕
ราชวงศ์ก่อนหน้า ราชวงศ์ธนบุรี (กรุงธนบุรี)
วันสำคัญ ๖ เมษายน วันจักรี วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์
  • ที่มา :
    • ราชวงศ์จักรี วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)
    • Chakri dynasty วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาอังกฤษ)

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระนามเดิมทองดี เป็นสมเด็จพระบรมอรรคราชบรรพบุรุษแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เนื่องด้วยทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนกในรัชกาลที่ ๑) ประดิษฐานอยู่ที่ เขาสะแกกรัง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประสูติที่บ้านสะแกกรัง เมืองอุทัยธานี ทรงเป็นบุตรคนโตของพระยาราชนิกูล (ทองคำ) ปลัดทูลฉลองกรมมหาดไทย (บ้างก็ว่า กรมนา) ในรัชกาลสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๙ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เสนาบดีพระคลังในรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นออกพระวิสุทธสุนทร และได้เดินทางไปถวายพระราชสาส์นของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ยังราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ทรงรับราชการในกรมมหาดไทย รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงพินิจอักษร และพระอักษรสุนทรศาสตร์ ในตำแหน่งเสมียนตรากรมมหาดไทย มีหน้าที่ร่างพระราชสาส์นโต้ตอบกับหัวเมืองฝ่ายเหนือ และเก็บรักษาพระราชลัญจกร

สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เสกสมรสกับสองพี่น้องบุตรีของคหบดีชาวจีน คนพี่ชื่อว่าดาวเรือง (หรือ หยก) ส่วนคนน้อง ไม่ทราบนาม ตั้งบ้านเรือนอยู่ภายในกำแพงพระนคร ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณป้อมเพชร ซึ่งเป็นย่านอาศัยของชาวจีน

จังหวัดอุทัยธานี ได้จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ประดิษฐานอยู่ ณ เขาแก้ว (เขาสะแกกรัง-ปัจจุบัน) ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ทอดขนานกับแม่น้ำสะแกกรัง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒


พระบรมนามาภิไธยและพระปรมาภิไธย

ตราสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔

พระบรมนามาภิไธย หมายถึง พระนามเดิมของพระมหากษัตริย์ ก่อนจะเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ

ส่วนพระปรมาภิไธย มาจากศัพท์ ๓ คำ คือ พระ + ปรม + อภิไธย แปลว่าชื่ออันประเสริฐยิ่ง หมายถึงพระนามของพระมหากษัตริย์ราชเจ้า ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ หลังจากที่ได้มีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรัชกาลที่ ๑ แล้วใช้ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

พระปรมาภิไธย ของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี แต่ละพระองค์ล้วนยาว ๆ ทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง เช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระปรมาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ดังนั้น การเอ่ยอ้างพระปรมาภิไธย จึงมักกล่าวแต่เพียงคำนำหน้าที่เรียกกันว่าพระราชฐานันดรนาม ดังเช่น พระบาทสมเด็จพระปรมินทร หรือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร แล้วต่อด้วยพระปรมาภิไธย ประโยคต้นประโยคเดียว จากนั้นทำเครื่องหมายไปยาลน้อย (ฯ) ไว้ แล้วต่อด้วยสร้อยพระปรมาภิไธย ประโยคท้าย เช่น รัชกาลที่ ๙ อาจออกขานพระปรมาภิไธย เพียงว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

จะเห็นได้ว่า พระปรมาภิไธยเต็ม ของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี ที่จารึกในพระสุพรรณบัฏ ก็ดี พระปรมาภิไธยย่อจากพระสุพรรณบัฏ ก็ดี หรืออักษรพระปรมาภิไธยย่อ ๓ ตัว (ทั้งนี้ อักษรพระปรมาภิไธยย่อของบางพระองค์จะซ้ำกัน เพื่อให้ทราบว่าเป็นรัชกาลใด เมื่อประดิษฐ์เป็นตรา ผู้ประดิษฐ์ตรา จะเขียนหมายเลขประจำรัชกาลไว้ ระหว่างพระจอนของพระมหาพิชัยมงกุฎ ) ก็ดี ล้วนเป็นพระนามที่พรรณนาถึงพระคุณของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นั้น ๆ ซึ่งประพันธ์ถวายด้วยบทร้อยแก้วอันไพเราะเพราะพริ้ง อันเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาติไทย

ดูบทความหลักที่: พระปรมาภิไธย


ราชสกุลมหิดล

ตราประจำราชสกุลมหิดล

ราชสกุลมหิดล เป็นราชสกุลที่สืบเชื้อสายจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

พระนามเดิมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก นั้น สามารถพบได้ ๒ แบบ คือมหิดลอดุลเดช และมหิดลอดุลยเดช โดยเมื่อแรกเริ่มนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพระนามแก่พระองค์ในการสมโภชเดือนว่ามหิดลอดุลเดช ต่อมา เมื่อพระองค์ทรงเจริญพระชันษาได้ ๑๒ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีโสกันต์ และพระราชทานพระสุพรรณบัฏ ขึ้น พร้อมกันนี้ พระองค์ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมที่กรมขุนสงขลานครินทร์ โดยมีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎ ในครั้งนี้ว่ามหิดลอดุลยเดช

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระนามกรมของพระองค์ขึ้นเป็นกรมหลวงสงขลานครินทร์ (เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐรามาธิบดินทรเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระนามของพระองค์ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏจึงกลับมาใช้ว่ามหิดลอดุลเดช อีกครั้ง)

หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามสกุลสำหรับผู้สืบสายพระบรมราชวงศ์ชั้น ๕ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๒ โดยเชื้อพระวงศ์ที่สืบสายพระโลหิตจากสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ให้ใช้ราชสกุลว่ามหิดล จนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศเฉลิมพระนามพระอัฐิสมเด็จพระราชบิดาว่าสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และในสมัยปัจจุบันการเขียนพระนามของพระองค์ก็นิยมเขียนว่ามหิดลอดุลยเดช

— — ที่มา: ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

สืบสานวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สู่ชนรุ่นหลังสืบไป

ติดต่อเรา

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

สถานที่ตั้ง

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๓๔๘๗๒๙ (คุณประสาทพร)

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา