จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย (ในภาพ) การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก หรือปฐมสังคายนา (First Buddhist council) ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา (The Sattapani Cave) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธานสงฆ์

การสังคายนา หมายถึง การร้อยกรองหรือรวบรวมพระธรรมวินัยอันเป็นคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน มีระบบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีการประชุมสงฆ์ดำเนินการรวบรวมจัดหมวดหมู่ จัดระบบให้เป็นที่เรียบร้อย แล้วมีการสวดซักซ้อมหรือสวดพร้อมกันและเป็นแบบเดียวกัน เป็นการตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์แห่งพระธรรมวินัย และลงมติรับรองกันไว้เป็นหลักฐานสำคัญ แล้วมีการท่องจำ จดจำ หรือจารึกไว้สืบต่อมา

การสังคายนา ครั้งที่ ๑ ถึงครั้งที่ ๔ เป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกในรูปแบบพระไตรปิฎกมุขปาฐะ (สวดหรือจดจำสืบต่อกันมาด้วยท่องจำ) ส่วนการสังคายนาต่อจากนั้นมา คือการสังคายนา ครั้งที่ ๕ ถึงครั้งที่ ๑๑ เป็นการสังคายนาพระไตรปิฎกในรูปแบบพระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษร

สาเหตุแห่งการสังคายนาพระธรรมวินัย

ปฐมเหตุความคิดที่จะให้มีการสังคายนาพระธรรมวินัยนั้น ได้มีมาแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล โดยพระพุทธองค์ได้ประทานพระพุทธโอวาทแนะนำไว้ กล่าวคือ เมื่อนิครนถนาฏบุตร ผู้เป็นอาจารย์เจ้าลัทธิเชน สิ้นชีพ พวกสาวกของเจ้าลัทธินี้ได้เกิดแตกสามัคคีกัน ครั้งนั้นพระจุนทเถระ ผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ได้ทราบเรื่องนั้นแล้ว มีความห่วงใยในพระพุทธศาสนา เกรงเหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา จึงไปพบพระอานนท์เถระ เล่าความนั้นให้ฟัง พระอานนท์เถระจึงได้ชวนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

พระจุนทเถระกราบทูลเล่าเรื่องนั้นถวายให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ได้ประทานพระพุทธโอวาทเป็นอันมากแก่พระจุนทเถระ ที่สำคัญข้อหนึ่งก็คือ พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ที่พวกสาวกของนิครนถนาฏบุตรเกิดแตกความสามัคคีกันนั้น เพราะคำสอนของเจ้าลัทธิไม่สมบูรณ์และมีความสับสน ทั้งพวกสาวกก็ไม่ปฏิบัติตามคำสอน แล้วทรงแนะนำให้รวบรวมพระธรรมวินัย ให้ทำการสังคายนาไว้เพื่อความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาสืบไป

พระสารีบุตรเถระก็ได้แนะนำพระภิกษุสงฆ์ให้ช่วยกันรวบรวมพระธรรมวินัย หรือทำการสังคายนาพระธรรมวินัยไว้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ หลังจากนิครนถนาฏบุตรสิ้นชีพ และพวกสาวกเกิดแตกความสามัคคีกันดังกล่าวแล้วนั้น ตอนค่ำวันหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระภิกษุสงฆ์ที่เข้าเฝ้า จบแล้วทรงเห็นว่าพระภิกษุสงฆ์ยังประสงค์จะฟังธรรมต่อไปอีก จึงทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรเถระแสดงธรรมแทน

ครั้งนั้น พระสารีบุตรเถระได้แสดงธรรมแก่พระภิกษุสงฆ์ ได้แนะนำให้ช่วยกันรวบรวมร้อยกรองพระธรรมวินัยไว้ โดยแสดงตัวอย่างการจัดหมวดหมู่ธรรมะเป็นหมวดๆ ตั้งแต่หมวด ๑ ถึงหมวด ๑๐ ว่าธรรมะอะไรบ้างอยู่ในหมวดนั้นๆ หัวข้อเรื่องที่พระสารีบุตรเถระแสดงในครั้งนั้น เรียกว่าสังคิติสูตร อันแปลว่าสูตรว่าด้วยการสังคายนาพระธรรมวินัย เมื่อพระสารีบุตรเถระแสดงธรรมจบแล้ว พระพุทธเจ้าก็ได้ประทานสาธุการ แต่พระสารีบุตรเถระเองได้นิพพานไปก่อนพระพุทธเจ้า ดังนั้น ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ภาระจึงตกอยู่กับพระมหากัสสปเถระ เนื่องจากตอนนั้นพระมหากัสสปเถระเป็นพระสาวกผู้มีอายุพรรษามากที่สุด

การสังคายนา ครั้งที่ ๑
เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๓ เดือน

ถ้ำสัตตบรรณคูหา (The Sattapanni caves) ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งแรก (ปัจจุบันเพดานถ้ำถล่มลงมาปิดปากถ้ำหมดแล้ว)

  • มูลเหตุ
    • เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๗ วัน พระมหากัสสปเถระ อยู่ที่เมืองปาวา ยังไม่ทราบว่าพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน จึงพาพระสงฆ์จำนวน ๕๐๐ รูปเดินทางออกจากเมืองปาวาด้วยประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่เมืองกุสินารา ในระหว่างเดินทางนั้นเอง ก็ได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธปรินิพพานจากอาชีวก (นักบวชนิกายหนึ่ง) คนหนึ่ง ซึ่งเดินทางมาจากเมืองกุสินารา พระสงฆ์ทั้งมวลซึ่งมีพระมหากัสสปเถระเป็นหัวหน้าเมื่อได้ทราบข่าวนั้นแล้ว ผู้ที่เป็นพระอรหันต์ต่างก็มีความสลดใจ ผู้ที่เป็นปุถุชนอยู่ก็เศร้าโศกเสียใจ ร้องไห้คร่ำครวญ รำพึงรำพันกันไปต่างๆ นานา แต่พระภิกษุบวชเมื่อแก่รูปหนึ่งชื่อสุภัททะ มิได้เป็นเช่นนั้น และได้ห้ามพระภิกษุเหล่านั้นมิให้เสียใจ มิให้ร้องไห้ โดยกล่าวชี้นำว่า ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานนั้นเป็นการดีแล้ว ต่อนี้ไปจะทำอะไรได้ตามใจ ไม่มีใครคอยมาชี้ว่าผิดนี่ ถูกนี่ ควรนี่ ไม่ควรนี่ ต่อไปอีก
    • พระมหากัสสปเถระได้ฟังคำกล่าวจาบจ้วงเช่นนั้นแล้วเกิดความสลดใจ ภายหลังจากการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เสร็จสิ้นแล้ว ได้มีการประชุมสงฆ์ พระมหากัสสปเถระซึ่งเป็นผู้มีอายุพรรษามากกว่าพระสงฆ์ทุกรูปได้รับเลือกให้เป็นประธานสงฆ์ มีฐานะเป็นสังฆปริณายก (ผู้นำคณะสงฆ์) บริหารการคณะสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ท่านจึงได้นำเรื่องที่พระภิกษุสุภัททะ กล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัยนั้นเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์ ชวนให้ทำการสังคายนาพระธรรมวินัยและได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุม ต่อจากนั้นมา ๓ เดือนก็ได้มีการประชุมทำสังคายนา ครั้งที่ ๑
  • สถานที่
    • ถ้ำสัตตบรรณคูหา ข้างเขาเวภารบรรพต ใกล้เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ชมพูทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าอชาตศัตรู
  • การจัดการ
    • พระมหากัสสปเถระ ได้รับเลือกเป็นประธานและเป็นผู้ซักถามพระธรรมวินัย พระอุบาลีเถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระวินัย (วินัยปิฎก) พระอานนท์เถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถามทางพระธรรม (สุตตันตปิฎก และอภิธรรมปิฎก ) มีพระอรหันต์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ (สงฆ์ผู้เป็นคณะกรรมการทำสังคายนา) จำนวน ๕๐๐ รูป ซึ่งแนวการวางระเบียบพระธรรมวินัยในครั้งนั้นได้จัดเป็นรูปแบบที่เรียกว่าพระไตรปิฎก และยังคงมีการรักษาสิ่งที่ได้จัดรวบรวมในครั้งปฐมสังคายนาอยู่ในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาท โดยไม่มีการปรับแก้มาจนปัจจุบัน
    • นอกจากนี้ ในการประชุมนี้ยังมีการบัญญัติคำขอร้องของพระมหากัสสปเถระต่อปัญหาที่ว่า อะไรคืออาบัติเล็กน้อย ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสอนุญาตว่า “ถ้าสงฆ์จำนงอยู่ พึงเพิกถอนได้ ” เมื่อที่ประชุมมีความเห็นไม่ตรงกัน พระมหากัสสปเถระจึงเสนอญัตติว่า “ขอให้สงฆ์ไม่บัญญัติข้อที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติไว้ ไม่ถอนข้อที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว ประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติไว้ ” ปรากฏว่าที่ประชุมสงฆ์ได้ยอมรับมตินี้ด้วยดุษณีภาพ เป็นการวางรากฐานพุทธศาสนาแบบเถรวาทตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
  • ระยะเวลา
    • ๗ เดือน จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๑๐๐ : การแตกนิกาย
เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๑๐๐ ปี

เสาพระเจ้าอโศก (Pillars of Ashoka) และบรรยากาศโบราณสถานเมืองเวสาลี ที่ตำบลบสาร์ท หรือเบสาร์ท (Basarh-Besarh) ในจังหวัดไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๒

  • มูลเหตุ
    • เมื่อพุทธปรินิพพานล่วงไป ๑๐๐ ปี ภิกษุชาววัชชี เมืองเวสาลี ได้ตั้งวัตถุ ๑๐ ประการ ซึ่งผิดไปจากพระวินัย ทำให้มีทั้งภิกษุที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนเกิดการแตกแยกในหมู่สงฆ์ ตามอรรถกถา ดังนี้

...ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพานล่วงได้ ๑๐๐ ปี พวกพระวัชชีบุตร ชาวเมืองเวสาลี แสดงวัตถุ ๑๐ ประการในเมืองเวสาลี ว่าดังนี้:-

๑. เก็บเกลือไว้ในเขนงฉัน ควร
๒. ฉันอาหารในเวลาบ่าย ล่วงสององคุลี ควร
๓. เข้าบ้านฉันอาหารเป็นอนติริตตะ ควร
๔. อาวาสมีสีมาเดียวกัน ทำอุโบสถต่างๆ กัน ควร
๕. เวลาทำสังฆกรรม ภิกษุมาไม่พร้อมกันทำก่อนได้ ภิกษุมาทีหลังจึงบอกขออนุมัติ ควร
๖. การประพฤติตามอย่าง ที่อุปัชฌาย์และอาจารย์ประพฤติมาแล้ว ควร
๗. ฉันนมสดที่แปรแล้ว แต่ยังไม่เป็นนมส้ม ควร
๘. ดื่มสุราอ่อน ควร
๙. ใช้ผ้านิสีทนะไม่มีชาย ควร
๑๐. รับทองและเงิน ควร ฯ

— สัตตสติกขันธกะ เรื่องพระวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒
    • พระยสกากัณฑบุตร ได้จาริกมาเมืองเวสาลี และทราบเรื่องนี้ เห็นว่าข้อปฏิบัติย่อหย่อนดังกล่าวนี้ขัดกับพระวินัยพุทธบัญญัติ ได้พยายามคัดค้าน แต่ภิกษุชาววัชชีไม่เชื่อฟัง พระยสกากัณฑบุตรจึงได้ชักชวนพระเถระผู้ใหญ่อีก ๗ รูป คือพระสัพพกามีเถระ พระเรวตเถระ พระสาฬหเถระ พระขุชชโสภิตเถระ พระวาสภคามิกเถระ พระสัมภูตสาณวาสีเถระ และพระสุมนเถระ ประชุมพิจารณาวินิจฉัย ร่วมมือกันทำการสังคายนาพระธรรมวินัยเพื่อความมั่นคงพระพุทธศาสนาสืบไป

อานนทสถูป (Ananda Stupa) และเสาพระเจ้าอโศก (Pillars of Ashoka) ที่เมืองเวสาลี หรือ ไวศาลี (อังกฤษ: Vaishali) ประเทศอินเดีย สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๒

  • สถานที่
    • วัดวาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ชมพูทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้ากาลาโศกราช
  • การจัดการ
    • พระยสะกากัณฑกบุตร เป็นประธาน พระเรวตเถระ เป็นผู้ซักถามพระธรรมวินัย พระสัพพกามีเถระเป็นผู้ตอบข้อซักถาม มีพระอรหันต์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๗๐๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๘ เดือน จึงสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ภิกษุชาววัชชีไม่ยอมรับและไม่เข้าร่วมการสังคายนานี้ แต่ไปรวบรวมภิกษุฝ่ายตนประชุมทำสังคายนาต่างหาก เรียกว่ามหาสังคีติ และเรียกพวกของตนว่ามหาสังฆิกะ ทำให้พุทธศาสนาในขณะนั้นแตกเป็น ๒ นิกาย คือ ฝ่ายที่นับถือมติของพระเถระครั้งปฐมสังคายนาเรียกเถรวาท ฝ่ายที่ถือตามมติของอาจารย์ของตนเรียกอาจาริยวาท

อีกราว ๑๐๐ ปีต่อมา สงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่ายมีการแตกนิกายออกไปอีก หลักฐานฝ่ายภาษาบาลี ว่าแตกไป ๑๘ นิกาย หลักฐานฝ่ายภาษาสันสกฤต ว่า แตกไป ๒๐ นิกาย ได้แก่

ดูบทความหลักที่: นิกายในศาสนาพุทธ

หลักฐานฝ่ายบาลี

  • นิกายเถรวาท แยกเป็น
    • นิกายสัพพัตถิกวาท แยกเป็น
      • นิกายกัสสปิกวาท
      • นิกายสังกันติกวาท
      • นิกายสุตตวาท
    • นิกายธรรมคุตตวาท
    • นิกายธัมมตตริกวาท
    • นิกายภัทรยานิกวาท
    • นิกายฉันนาคาริกวาท
    • นิกายสมิติยวาท
    • นิกายมหิสาสกวาท แยกเป็น
    • นิกายวัชชีปุตวาท แยกเป็น
  • นิกายมหาสังฆิกะ แยกเป็น
    • นิกายพหุสสุติกวาท
    • นิกายปัญญัติกวาท
    • นิกายเอกัพโยหาริกวาท แยกเป็น
    • นิกายโคกุลิกวาท
    • นิกายเจติยวาท

หลักฐานฝ่ายสันสกฤต

  • นิกายเถรวาท แยกเป็น
    • นิกายมหิศาสกวาท แยกเป็น
      • นิกายธรรมคุปตวาท
    • นิกายกาศยปิกวาท
    • นิกายเสาตรันติกวาท
    • นิกายวาตสีปุตริยวาท แยกเป็น
      • นิกายศันนาคาริกวาท
      • นิกายสามมมีติยวาท
      • นิกายภัทรยานิยวาท
      • นิกายธรรโมตตริยวาท
    • นิกายเหมวันตวาท
    • นิกายสรวาสติวาท แยกเป็น
  • นิกายมหาสังฆิกะ แยกเป็น
    • นิกายเอกวยหาริกวาท
    • นิกายโลโกตรวาท
    • นิกายโคกุลิกวาท
    • นิกายพหุศรติยวาท
    • นิกายปัญญัตวาท
    • นิกายไจติกวาท
    • นิกายอปรเสลิยวาท
    • นิกายอุตรเสลิยวาท

การสังคายนา ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕
เกิดขึ้นหลังจากพุทธปรินิพพาน ได้ ๒๓๕ ปี

จิตรกรรมฝาผนังที่วัดเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย (ในภาพ) พระโมคคลีบุตรติสสเถระ และพระเจ้าอโศกมหาราช ขณะทำสังคายนาพระธรรมวินัย ครั้งที่ ๓ ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป (ปัจจุบันคือ เมืองปัตนะ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย)

  • มูลเหตุ
    • พวกเดียรถีย์หรือพวกนักบวชในศาสนาอื่นมาปลอมบวชในพระพุทธศาสนา ด้วยเห็นแก่ลาภสักการะและเพื่อบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ได้แสดงลัทธิและความเห็นของตนว่า “เป็นพระพุทธศาสนา เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช ให้มีการสอบสวน สะสาง และกำจัดพวกเดียรถีย์หรือพวกนักบวชในศาสนาอื่นที่มาปลอมบวชประมาณ ๖๐,๐๐๐ รูป แล้วให้สละสมณเพศออกจากพระพุทธศาสนาได้สำเร็จ

๑ ใน ๘๐ เสาของห้องโถง (ในภาพ : เสาด้านที่ฝังอยู่ในดิน) วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ปัจจุบันคือเมืองปัฏนะ (อังกฤษ: Paṭnā ฮินดี: पटना ) เป็นเมืองหลวงของรัฐพิหาร รัฐหนึ่งในประเทศอินเดีย

  • สถานที่
    • วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป (ปัจจุบันคือ เมืองปัฏนะ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย)
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าอโศกมหาราช
  • การจัดการ
    • พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เป็นประธาน มีพระอรหันต์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป
    • การสังคายนาพระธรรมวินัยในครั้งนี้ มีการซักถามพระธรรมวินัยและตอบข้อซักถามเช่นเดียวกับการสังคายนาในครั้งก่อน แต่ไม่ปรากฏรายละเอียดว่า พระเถระรูปใดทำหน้าที่ซักถาม รูปใดทำหน้าที่ตอบข้อซักถาม เพียงแต่ปรากฏว่า พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้เสนอคำถาม ๕๐๐ ข้อเพิ่มเข้าในคัมภีร์กถาวัตถุ ซึ่งเป็นคัมภีร์หนึ่งในพระอภิธรรมปิฎก เป็นการขยายความคัมภีร์นั้นให้พิสดารออกไปอีก ที่ประชุมสงฆ์ได้รับรองว่าเป็นคำอธิบายที่ถูกต้องตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ผลการสังคายนาในครั้งนี้ นอกจากจะได้กำจัดพวกเดียรถีย์ปลอมบวชให้ออกจากพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้สอบทานพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง และได้นำคำถาม ๕๐๐ ข้อ คำตอบ ๕๐๐ ข้อ เพิ่มเข้าในคัมภีร์กถาวัตถุ ด้วย
  • ระยะเวลา
    • ๙ เดือน จึงสำเร็จ

ทิศทางการเผยแผ่พุทธศาสนาของสมณทูต ทั้ง ๙ สาย ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

เมื่อเสร็จการสังคายนาแล้วได้มีการส่งสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศรวม ๙ สายด้วยกัน และส่งไปสายละ ๕ รูป เพื่อจะได้ให้การอุปสมบทแก่ผู้เลื่อมใสได้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

  • สายที่ ๑ พระมัชฌันติกเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัสมีระหรือแคว้นแคชเมียร์ และแคว้นคันธาระ (ปัจจุบันคือ พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ตลอดไปถึงบางส่วนของประเทศอัฟกานิสถาน)
  • สายที่ ๒ พระมหาเทวเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหิงสกมณฑล (ปัจจุบันคือ รัฐการ์นาตกะหรือรัฐไมซอร์ ภาคใต้ของประเทศอินเดียฝั่งตะวันตก)
  • สายที่ ๓ พระรักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วนวาลีประเทศ (ปัจจุบันคือ ตอนเหนือของรัฐการ์นาตกะหรือรัฐไมซอร์ ภาคใต้ของประเทศอินเดีย)
  • สายที่ ๔ พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นฝรั่งคนแรกเชื้อชาติกรีกที่ได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนา) พร้อมด้วยคณะ ได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท (ปัจจุบันคือ ตอนเหนือของเมืองบอมเบย์หรือเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย)
  • สายที่ ๕ พระมหาธรรมรักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหารัฐ (ปัจจุบันคือ แถบเมืองปูนา รัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย)
  • สายที่ ๖ พระมหารักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ โยนกประเทศ (ปัจจุบันคือ ตอนเหนือของประเทศอิหร่าน ตลอดไปจนถึงบางส่วนของประเทศตุรกี)
  • สายที่ ๗ พระมัชฌิมเถระ พร้อมด้วยคณะ คือ พระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนหิมวันต์ (ปัจจุบันคือ แถบภูเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล)
  • สายที่ ๘ พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันคือ แถบประเทศพม่า ประเทศมอญ และประเทศไทย)
  • สายที่ ๙ พระมหินทเถระ และพระสังฆมิตตาเถรี (พระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราช ) พร้อมด้วยคณะ คือ พระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกาทวีป (ปัจจุบันคือ ประเทศศรีลังกา)

การสังคายนา ครั้งที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๘
หลังจากพระมหินทเถระ และคณะออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในลังกาทวีปประมาณ ๓ ปี

เจดีย์ถูปาราม (Thuparamaya Pagoda) เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๔

  • มูลเหตุ
    • พระมหินทเถระ ประสงค์จะให้พระพุทธศาสนาได้หยั่งรากอย่างมั่นคงในลังกาทวีป เป็นการวางรากฐานให้พระสงฆ์ชาวลังกาท่องจำพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ตามระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมในเวลานั้น
  • สถานที่
    • เจดีย์ถูปาราม (Thuparamaya Pagoda) เมืองอนุราธปุระ (Anuradhapura) ในลังกาทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกาทวีป
  • การจัดการ
    • พระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป มีพระมหินทเถระ เป็นประธานและเป็นผู้ซักถาม พระอริฏฐเถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถามพระธรรมวินัย โดยมีพระเถระรูปอื่นๆ เป็นผู้สวดทบทวนพระธรรมวินัย มีพระสงฆ์ผู้เป็นองค์พระอรหันต์เข้าประชุมเป็นจำนวน ๓๘ รูป และพระเถระผู้จดจำพระไตรปิฎกอีกจำนวน ๙๖๒ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๑๐ เดือน จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๕ เมื่อ พ.ศ. ๔๓๓

อาโลกเลนสถาน ณ มตเลชนบท ในลังกาทวีป ซึ่งปัจจุบันคือ วัดอาโลกวิหาร (Aluvihare Rock Temple) เมืองมะตะเล (Matale) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๕

  • มูลเหตุ
    • ทางการคณะสงฆ์ชาวลังกาและทางราชการบ้านเมืองเห็นว่า พระธรรมวินัยที่ได้สังคายนาไว้นั้นมีความสำคัญมาก นับเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา หากจะพิทักษ์รักษาพระธรรมวินัยให้ดำรงอยู่สืบไปด้วยวิธีการท่องจำดังที่เคยถือปฏิบัติกันมา ก็อาจมีข้อวิปริตผิดพลาดได้ง่ายเพราะความจำของผู้บวชเรียนเสื่อมถอยลง การสังคายนาในครั้งนี้จึงได้ตกลงจารึกพระธรรมวินัยเป็นภาษามคธอักษรบาลีลงในใบลาน พร้อมทั้งคำอธิบายพระไตรปิฎกที่เรียกว่าอรรถกถา ซึ่งเดิมเป็นภาษามคธอักษรบาลี นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีการจารึกพระธรรมวินัยเป็นภาษามคธอักษรบาลีเป็นลายลักษณ์อักษร พระไตรปิฎกลายลักษณ์อักษรจึงมีขึ้นเป็นฉบับแรกในพระพุทธศาสนา นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๒ ในลังกาทวีป
  • สถานที่
    • อาโลกเลนสถาน ณ มตเลชนบท ในลังกาทวีป ซึ่งปัจจุบันคือ วัดอาโลกวิหาร (Aluvihare Rock Temple) เมืองมะตะเล (Matale) ประเทศศรีลังกา
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าวัฏฏคามณีอภัย
  • การจัดการ
    • พระรักขิตมหาเถระ เป็นประธานและเป็นผู้ซักถามพระธรรมวินัย พระติสสเถระ เป็นผู้ตอบข้อซักถาม มีพระสงฆ์ผู้เป็นองค์พระอรหันต์ และพระสงฆ์ปุถุชนเข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

ปัญหาการนับครั้งการสังคายนา

การนับครั้งของการสังคายนานั้น มีความแตกต่างกันในพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน นอกจากนี้แล้วแม้ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทด้วยกันเอง ก็ยังนับครั้งการสังคายนาไม่ตรงกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

  • ประเทศศรีลังกา นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และการสังคายนาที่ประเทศตนเองอีก ๓ ครั้ง โดยครั้งสุดท้าย (เป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๖ ของประเทศศรีลังกา) กระทำเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยการสังคายนาในครั้งนี้เป็นที่รู้กันเฉพาะในประเทศศรีลังกาเท่านั้น
  • ประเทศพม่า นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และนับการสังคายนา ครั้งที่ ๒ ที่ประเทศศรีลังกา เป็นครั้งที่ ๔ ของประเทศพม่า และนับการสังคายนาที่ประเทศตนเองอีก ๒ ครั้ง คือ
    • ครั้งที่ ๕ ในรัชสมัยพระเจ้ามินดง ที่เมืองมัณฑะเลย์ โดยมีพระชาคราภิวังสะ พระนรินทาภิธชะ และพระสุมังคลสามี ผลัดกันเป็นประธานท่ามกลางที่ประชุมของพระสงฆ์และคฤหัสถ์ ผู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระปริยัติธรรมที่เข้าร่วมประชุม ๒,๔๐๐ ท่าน ทำอยู่ ๕ เดือนจึงสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ผลการสังคายนาในครั้งนี้นอกจากจารึกพระไตรปิฎกลงใบลานตามปกติแล้ว ยังให้มีการจารึกพระไตรปิฎกลงในหินอ่อน ๗๒๙ แผ่น
    • ครั้งที่ ๖ ซึ่งมีชื่อเรียกว่าฉัฏฐสังคายนา ที่กรุงย่างกุ้ง ทำอยู่ ๒ ปีจึงสำเร็จ คือเริ่มกระทำเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๗ เสร็จสิ้นเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๔๙๙ จุดประสงค์ของการทำสังคายนาในครั้งนี้ทำขึ้นเนื่องในโอกาสฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เพื่อจัดพิมพ์พระไตรปิฎก อรรถกถา และคำแปลเป็นภาษาพม่า รัฐบาลพม่าได้เชิญผู้นำชาวพุทธต่างประเทศ โดยเฉพาะสายเถรวาทจากหลายประเทศเข้าร่วมพิธีด้วย โดยเฉพาะจากประเทศศรีลังกา ไทย ลาว และกัมพูชา ครั้นทำสังคายนาแล้วเสร็จก็ได้แจกจ่ายพระไตรปิฎกฉบับอักษรพม่าไปยังประเทศต่างๆ ด้วย
  • ประเทศไทย นับการสังคายนาสามครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และครั้งที่ ๑ - ๒ ที่ประเทศศรีลังกา เป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๑-๕ และยังได้นับเพิ่มเติมอีกคือการสังคายนา ครั้งที่ ๖ - ๑๑

การสังคายนา ครั้งที่ ๖ เมื่อ พ.ศ. ๙๕๖
ได้มีการทำสังคายนาพระธรรมวินัยโดยการแปลและเรียบเรียงอรรถกถา (คัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎก)

ซากโลหะปราสาท (อังกฤษ : The 1,600 Stone Pillars of Lovamahapaya) เมือง อนุราธปุระ (อังกฤษ : Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๖ และ (สันนิษฐานว่า) ครั้งที่ ๗

  • มูลเหตุ
    • พระพุทธโฆสะ (ในประเทศไทยมักเรียกว่าพระพุทธโฆษาจารย์ ) ซึ่งเป็นพระมหาเถระชาวชมพูทวีป ผู้เปรื่องปราดมีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก และนับเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาและภาษาบาลี เห็นว่าคัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎกนั้นมีสมบูรณ์ บริบูรณ์ เป็นภาษาสิงหล อยู่ในลังกาทวีป ท่านจึงเดินทางไปลังกาทวีป เพื่อขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้ามหานาม ในการแปลและเรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธอักษรบาลี เพื่อจะได้เป็นตันติภาษา (ภาษาที่มีแบบแผน) สอดคล้องกับคัมภีร์พระไตรปิฎก และจะได้เป็นประโยชน์กว้างขวางต่อไป นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในลังกาทวีป (เนื่องจากการสังคายนาครั้งนี้มิได้ชำระพระไตรปิฎก หากแต่ชำระคัมภีร์อรรถกถาคือแปลและเรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาจากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธอักษรบาลี ทางประเทศศรีลังกาจึงไม่นับเป็นการสังคายนา)
  • สถานที่
    • โลหะปราสาท เมืองอนุราธปุระ ในลังกาทวีป
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้ามหานาม
  • การจัดการ
    • พระพุทธโฆสเถระ (หรือพระพุทธโฆษาจารย์ ) เป็นประธาน มีการแปลและเรียบเรียงคัมภีร์อรรถกถาแห่งพระไตรปิฎก จากภาษาสิงหลเป็นภาษามคธอักษรบาลี
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๑๕๘๗

ซากโลหะปราสาท (อังกฤษ : The 1,600 Stone Pillars of Lovamahapaya) เมือง อนุราธปุระ (อังกฤษ : Anuradhapura) ประเทศศรีลังกา สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๖ และ (สันนิษฐานว่า) ครั้งที่ ๗

  • มูลเหตุ
    • ทางการคณะสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน และทางราชการบ้านเมืองอันมีพระเจ้าปรักกมพาหุ เป็นประมุข เห็นว่าคัมภีร์พระไตรปิฎกซึ่งเรียกว่าปาลิ เป็นภาษามคธอักษรบาลี และคัมภีร์อธิบายพระไตรปิฎกซึ่งเรียกว่าอรรถกถา นั้นก็ได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษามคธอักษรบาลี อันเป็นตันติภาษา (ภาษาที่มีแบบแผน) สอดคล้องกับคัมภีร์พระไตรปิฎกแล้ว ส่วนคัมภีร์อธิบายอรรถกถาซึ่งเรียกว่าฎีกา และคัมภีร์อธิบายฎีกาซึ่งเรียกว่าอนุฎีกา ยังมิได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษามคธ ยังเป็นภาษาสิงหลบ้าง เป็นภาษาสิงหลปะปนกับภาษามคธบ้าง ควรจะได้แปลและเรียบเรียงเป็นภาษามคธให้หมดสิ้น จึงได้ดำเนินการแปลและเรียบเรียงคัมภีร์ดังกล่าวเป็นภาษามคธอักษรบาลี อันเป็นตันติภาษา (ภาษาที่มีแบบแผน) เช่นเดียวกับคัมภีร์พระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๔ ในลังกาทวีป
  • สถานที่
    • ลังกาทวีป (สันนิษฐานว่าที่โลหะปราสาท เมืองอนุราธปุระ)
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าปรักกมพาหุ
  • การจัดการ
    • พระมหากัสสปเถระ เป็นประธาน พร้อมด้วยการกสงฆ์ (กรรมการเฉพาะกิจสงฆ์) ซึ่งเป็นพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญพุทธธรรมจำนวนกว่า ๑,๐๐๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

กล่าวกันว่า หลังจากที่ได้มีการสังคายนาในครั้งนี้แล้วไม่นาน พระเจ้าอนุรุทธมหาราช กษัตริย์กรุงพุกาม แห่งประเทศพม่า ได้เสด็จไปลังกาทวีป และทรงจำลองคัมภีร์พระไตรปิฎก พร้อมทั้งคัมภีร์อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา นำมาประดิษฐานไว้ศึกษาเล่าเรียนในประเทศพม่า ต่อแต่นั้นมา บรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น ไทย เขมร ก็ได้ส่งพระสงฆ์และราชบัณฑิตไปจำลองคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา นำมาประดิษฐานไว้ศึกษาเล่าเรียนในประเทศของตนบ้าง

การสังคายนา ครั้งที่ ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐

วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจดีย์เจ็ดยอด หรือวัดเจ็ดยอด) เมืองเชียงใหม่ สถาปัตยกรรมศิลาแลงประดับลวดลายปูนปั้น สร้างในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์องค์ที่ ๑๑ แห่งราชวงศ์มังราย เมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๘ สถานที่ทำสังคายนา ครั้งที่ ๘ (ปัจจุบันเจดีย์เจ็ดยอด หักพังไปเกือบหมด)

  • มูลเหตุ
    • พระธรรมทินมหาเถระ ผู้เปรื่องปราดแตกฉานในพระไตรปิฎก ได้พิจารณาเห็นว่าคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา ซึ่งมีอยู่ในเวลานั้นมีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่มาก ด้วยการจำลองหรือคัดลอกกันต่อๆ มาเป็นเวลาช้านาน จึงเข้าเฝ้าถวายพระพรขอความอุปถัมภ์จากพระเจ้าติโลกราช (พระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิดิลกราช) เมื่อได้รับการอุปถัมภ์แล้วพระธรรมทินมหาเถระ ก็ได้เลือกพระสงฆ์ผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกประชุมกันทำการสังคายนา โดยการตรวจชำระคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และอนุฎีกา จารึกไว้ในใบลาน ด้วยอักษรธรรม ของล้านนา นับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๑ ในอาณาจักรล้านนา หรือประเทศไทย ในปัจจุบัน
  • สถานที่
    • วัดโพธารามมหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) เมืองเชียงใหม่ ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระเจ้าติโลกราช (พระเจ้าศิริธรรมจักรวรรดิดิลกราช)
  • การจัดการ
    • พระธรรมทินมหาเถระ เป็นประธาน พร้อมด้วยการกสงฆ์ (กรรมการเฉพาะกิจสงฆ์)
  • ระยะเวลา
    • ๑ ปี จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๙ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดพระศรีสรรเพชญ ในปี พ.ศ. ๒๓๓๑ เมื่อครั้งใช้วัดเป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๙ ชื่อปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร

  • มูลเหตุ
    • พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ พร้อมด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระราชศรัทธาปรารถนาจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป ได้ทรงทราบจากพระสงฆ์อันมีสมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นประธาน ว่าในเวลานั้นพระไตรปิฎกมีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนมาก แม้พระสงฆ์จะมีความประสงค์จะทำนุบำรุงให้สมบูรณ์ก็ไม่มีกำลังพอจะทำได้ พระองค์จึงได้ทรงอาราธนาสมเด็จพระสังฆราชฯ พร้อมด้วยพระสงฆ์ทั้งปวงให้รับภาระในเรื่องนี้ ดังนั้น พระสงฆ์อันมีสมเด็จพระสังฆราชฯ เป็นประธาน จึงได้เริ่มทำการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎกพร้อมทั้งคัมภีร์ลัททาวิเสส (คัมภีร์ไวยากรณ์บาลี) และได้จารึกไว้ในใบลาน ด้วยอักษรขอม ซึ่งนับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๒ ในประเทศไทย
  • สถานที่
    • วัดพระศรีสรรเพชญ ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑)
  • การจัดการ
    • สมเด็จพระอริยวงษญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ศรี) เป็นประธาน มีพระสงฆ์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๒๑๘ รูป และมีราชบัณฑิตเป็นผู้ช่วยเหลืออีกจำนวน ๓๒ คน
  • ระยะเวลา
    • ๕ เดือน จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๑๐ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑

กลุ่มพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร สถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑๐ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

  • มูลเหตุ
    • เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสวยราชสมบัติได้ ๒๕ ปี ทรงปรารภจะบำเพ็ญพระมหากุศล ทรงเห็นว่าพระไตรปิฎกที่เขียนไว้ในคัมภีร์ใบลาน ไม่มั่นคง ทั้งจำนวนก็มากยากที่จะเก็บรักษา และเป็นตัวอักษรขอม ผู้ไม่รู้อ่านไม่เข้าใจ จึงทรงมีพระราชศรัทธาให้พิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มแบบฝรั่งขึ้นใหม่ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และพระเถรานุเถระทั้งหลาย อาทิเช่น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ฯลฯ ช่วยกันชำระ โดยคัดลอกตัวอักษรขอม ในคัมภีร์ใบลาน เป็นตัวอักษรไทย แล้วชำระแก้ไขและพิมพ์เป็นเล่มหนังสือ รวม ๓๙ เล่ม เริ่มชำระและจัดพิมพ์ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ จำนวน ๑,๐๐๐ ชุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มีการพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มด้วยอักษรไทย และนับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๓ ในประเทศไทย
  • สถานที่
    • พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)
  • การจัดการ
    • สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เป็นประธาน มีพระสงฆ์เข้าประชุมเป็นสังคีติการกสงฆ์ จำนวน ๑๑๐ รูป
  • ระยะเวลา
    • ๖ ปี จึงสำเร็จ

การสังคายนา ครั้งที่ ๑๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐

วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร สถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

  • มูลเหตุ
    • ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบปีนักษัตร สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๘ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงดำริเห็นว่าพระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนานั้น มีข้อวิปลาสคลาดเคลื่อนอยู่ อันเกิดจากความประมาทพลาดพลั้งในการคัดลอกและตีพิมพ์กันต่อๆ มา เห็นควรทำการสังคายนาพระธรรมวินัยตรวจสอบชำระให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ และตีพิมพ์ขึ้นเป็นที่เฉลิมพระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงได้เจริญพรขอความอุปถัมภ์ไปยังรัฐบาล อันมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และถวายพระพรให้การสังคายนาในครั้งนี้อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อได้รับงบประมาณและพระบรมราชูปถัมภ์แล้ว จึงได้ดำเนินการสังคายนาโดยเริ่มตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ และเสร็จสิ้นลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งนับเป็นการสังคายนา ครั้งที่ ๔ ในประเทศไทย
  • สถานที่
    • พระตำหนักสมเด็จ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
  • องค์อุปถัมภ์
    • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช (รัชกาลที่ ๙) เป็นองค์อุปถัมภ์ พร้อมด้วยรัฐบาล อันมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
  • การจัดการ
    • สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นประธาน
  • ระยะเวลา
    • ๒ ปี จึงสำเร็จ

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

สืบสานวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สู่ชนรุ่นหลังสืบไป

ติดต่อเรา

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

สถานที่ตั้ง

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๓๔๘๗๒๙ (คุณประสาทพร)

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา