สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร (ภายหลังเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ) ประสูติแต่หม่อมหลวงบัว กิติยากร (ราชสกุลเดิม: สนิทวงศ์) เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ (ในประเทศไทยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพนี้เป็นวันแม่แห่งชาติ ) ณ บ้านของพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร อันเป็นบ้านของพระอัยกาฝ่ายพระมารดา สำหรับพระนามสิริกิติ์ ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความหมายว่าผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร เรียกโดยลำลองว่าคุณหญิงสิริ ส่วนพระราชสวามีจะทรงเรียกว่าแม่สิริ

พระราชประวัติ

ขณะทรงพระเยาว์

พระตำหนักพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาถ (พระตำหนักใหญ่) ภายในวังเทเวศร์ ที่ประทับของพระองค์ในวัยเยาว์

ในระหว่างยังทรงพระเยาว์ สถานการณ์บ้านเมืองไม่สู้สงบนัก เนื่องจากเพิ่งพ้นจากช่วงของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ไม่นาน หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ต้องทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับตำแหน่งเลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัว ซึ่งมีครรภ์แก่ยังคงอยู่ในประเทศไทย แต่ได้เดินทางไปสมทบหลังจากให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ ๓ เดือน โดยมอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ และท้าววนิดาพิจาริณี บิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว ดังนั้นจึงต้องอยู่ไกลจากบิดามารดาตั้งแต่อายุน้อย บางคราวต้องเดินทางไปต่างจังหวัด เช่น พ.ศ. ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดาตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ไปอยู่ที่จังหวัดสงขลาด้วย

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๗ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการแล้วกลับมาประเทศไทย จึงทำให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๒ ชันษา ๖ เดือน ได้กลับมาอยู่รวมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว ณ ตำหนักในวังเทเวศร์ บริเวณถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

ทรงศึกษา

พระเกียรติคุณและพระศิริโฉมภายใต้ฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่ช่างภาพและสื่อมวลชนทั่วโลกต่างยกย่องพระองค์ให้เป็นสุภาพสตรีที่งามสง่าที่สุดในโลก

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เมื่อหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ทรงมีอายุได้ ๔ ชันษา ก็ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรกในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี แม้ขณะนั้น เหตุการณ์ด้านการเมืองภายในประเทศไทยจะสงบลง แต่สถานการณ์ระหว่างประเทศก็ไม่สงบ กล่าวคือสงครามมหาเอเชียบูรพา เริ่มแผ่ขยายมาถึงประเทศไทย กรุงเทพมหานครถูกโจมตีทางอากาศหลายครั้งจนการคมนาคมไม่สะดวก พระบิดาจึงให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เพราะอยู่ใกล้วังพระบิดา ทรงได้เรียนที่นั่นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ จนถึงชั้นมัธยมศึกษา หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ได้เริ่มเรียนเปียโน ซึ่งเรียนได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสซึ่งทรงสันทัดเช่นกัน

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคล ต้องเสด็จไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตประจำสำนักเซนต์เจมส์ ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ มีอายุได้ ๑๓ ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แล้ว ขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากนั้นไม่นาน พระบิดาย้ายไปประเทศเดนมาร์กและฝรั่งเศสตามลำดับ ขณะที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ก็ยังคงเรียนเปียโนและตั้งใจจะศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีสจนจบ

ระหว่างที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ได้มีโอกาสรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์) ซึ่งพระองค์เสด็จประพาสกรุงปารีส เพื่อทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ ก็สนใจศิลปะเช่นกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ขึ้น

ทรงอภิเษกสมรส

เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งโดยมีหม่อมหลวงบัวและหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการเป็นประจำ และในช่วงระยะเวลาที่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่เฝ้าฯ ถวาย ที่สวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระนามในเวลานั้น) ได้ทรงรับเป็นธุระจัดการให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เข้าศึกษาในโรงเรียน Pensionnat Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำแห่งหนึ่งของโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงหายจากอาการประชวรแล้ว ก็ได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นการภายในเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๒

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) และหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ (ต่อมาคือสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ) ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส จัดขึ้น ณ วังสระปทุม เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓

หลังจากทรงหมั้นแล้ว หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ยังคงศึกษาต่อ กระทั่ง พ.ศ. ๒๔๙๓ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระองค์ท่านโปรดฯ ให้หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ตามเสด็จพระราชดำเนินกลับด้วย

เมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จึงจัดขึ้น ณ วังสระปทุม โดยมีสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จฯ เป็นองค์ประธาน ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงลงพระปรมาภิไธยในทะเบียนสมรสและโปรดให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร พร้อมทั้งสักขีพยานลงนามในทะเบียนนั้น

หลังจากนั้น สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จออกในพระราชพิธีถวายน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทรงรดน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์แด่หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ในการนี้ด้วย

เฉลิมพระยศเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชดำริว่า ตามโบราณราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกแล้ว ย่อมโปรดให้สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระอัครมเหสี ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมราชินี พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯ กลับไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อ จนกระทั่ง พระองค์มีพระประสูติกาลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และเมื่อมีพระชันษาได้ ๓ เดือน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จพระบรมราชินี จึงเสด็จนิวัติประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระอัครมเหสี ให้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ หลังจากวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ในรัชกาลที่ ๙ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ ออกผนวชเป็นพระภิกษุระหว่างวันที่ ๒๒ ตุลาคม ถึง ๕ พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา ๑๕ วัน จึงต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนั้นพระองค์ทรงพระราชดำริว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้ทรงพระปรีชาสามารถในอันที่จะรับพระราชภารกิจในคราวนี้ได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ผนวช

ต่อมา ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคมปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการประกาศว่า ตามราชประเพณี เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เคยมีประกาศให้ออกพระนามว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ได้ทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในระหว่างที่ผนวช และได้ปฏิบัติพระราชภารกิจแทนพระองค์ด้วยพระปรีชาสามารถ สนองพระราชประสงค์เป็นที่เรียบร้อย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระอภิไธยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นับว่าทรงเป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถพระองค์ที่ ๒ ในประเทศไทย โดยพระองค์แรก คือสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ (ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง )

พระราชกรณียกิจ

พระมหากษัตริย์ทรงนอบน้อมไม่เคยถือพระองค์ ดังที่สมเด็จพระราชินีได้ทรงเล่าว่า "พระเจ้าอยู่หัวไม่ยอมให้ไปยืนค้ำหัวพูดกับราษฎร ถ้ายิ่งเป็นเวลานาน ท่านต้องการให้นั่งลงพูดกับเค้า ข้าพเจ้าก็คลานรับประชาชนหรือราษฎรตลอดเลย เป็นกิโลเลย ท่านมาดูหัวเข่าของข้าพเจ้าเดี๋ยวนี้สิ ดำปี๋เลย"

ภาพพระอิริยาบทของสองพระองค์เสด็จเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดาร ท่ามกลางความร้อนระอุจนพระเสโทหยาดหยดลงที่ปลายพระนาสิกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และภาพสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงคุกพระชงค์ทักทายกับกลุ่มหญิงชาวบ้านหรืออุ้มเด็กน้อยพิการ ฯลฯ เป็นภาพที่ปรากฎขึ้นในห้วงแห่งความทรงจำของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ซึ่งต่างสำนึกอยู่เสมอว่า นี่คือพระมหากรุณาธิคุณของพ่อแม่แห่งแผ่นดินที่ทรงสละความสุขส่วนพระองค์ลงมาคลุกคลีประชาชนด้วยพระเมตตาอันใหญ่หลวง โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นั้นยากที่จะสรรหาถ้อยคำใด ๆ มาพรรณนาได้อย่างหมดสิ้น

ความมั่นคงของชาติ

ความมั่นคงของประเทศชาติ เป็นเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระราชหฤทัยและห่วงใยมาก ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประชาชนชาวไทย พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกวิถีทางที่จะช่วยทะนุบำรุงและปกป้องรักษาประเทศชาติ ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมทหาร ตำรวจ ราษฎรอาสาสมัคร จนถึงฐานปฏิบัติการ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่อันตรายเพียงใดก็ตาม ได้พระราชทานถุงของขวัญ ประกอบด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น พระราชทานกำลังใจ บางครั้งทรงประสบเหตุการณ์ที่ทหารถูกโจมตีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ทรงพระกรุณาเสด็จฯ ไปเยี่ยมถึงโรงพยาบาล เป็นต้น พระมหากรุณาธิคุณด้านนี้เป็นที่ประจักษ์ชัด ทางราชการทหารจึงได้ขอพระราชทานพระยศถวายแด่สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพันเอกผู้บังคับการพิเศษ กรมทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ และนายทหารพิเศษของกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ จากนั้นก็ได้ขอพระราชทานพระยศถวายเพิ่มขึ้น จนถึงพระยศ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก ใน พ.ศ. ๒๕๓๐

ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากทรงห่วงใยไปถึงทหาร ตำรวจ ราษฎรอาสาสมัครทั้งหลายที่ต้องประสบเคราะห์ร้ายจากการป้องกันประเทศชาติ จึงทรงพระราชดำริหาทางช่วยเหลือ ดังนั้นในวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘ อันเป็นวันคล้ายพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงทหาร และตำรวจพิการ จากโรงพยาบาลต่าง ๆ ณ ศาลาดุสิตาลัย ในโอกาสนี้ได้ทรงริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ขึ้น โดยทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นประธานมูลนิธิ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งเป็นทุนเริ่มแรกและได้มีผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบโดยเสด็จพระราชกุศลอีกเป็นจำนวนมาก มูลนิธินี้มีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือทหาร ตำรวจ พลเรือน ตลอดจนอาสาสมัครที่บาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต จากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศชาติ โดยให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินหรือส่งเสริมอาชีพแก่ครอบครัวหรือตัวผู้ประสบเคราะห์ร้ายนั้น เพื่อให้เขาเหล่านั้นตระหนักว่า แม้จะพิการหรือเสียชีวิต เขาหรือครอบครัวของเขาก็มิได้ถูกทอดทิ้ง ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ก็ทรงปฏิบัติงานในตำแหน่งประธานมูลนิธิฯ ถวายได้อย่างเข้มแข็งยิ่ง

การสาธารณสุข

ในด้านการสาธารณสุข นอกจากทรงช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยจัดหน่วยแพทย์พระราชทาน ตามเสด็จไปรักษาพยาบาลราษฎรในถิ่นทุรกันดารแล้ว ยังทรงช่วยเหลือกลุ่มผู้ประสบภัยธรรมชาติ ทรงช่วยเหลือทหาร ตำรวจ และราษฎรอาสาสมัครตามชายแดน ทรงริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในกรณีที่ทรงพบราษฎรเจ็บป่วยก็จะทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ทรงอุปถัมภ์องค์กรการกุศล สมาคม มูลนิธิต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก

ปลายปี พ.ศ. ๒๔๙๘ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินี ให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยแทน เมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านนี้อย่างเต็มที่ กิจการของสภากาชาดไทยเจริญก้าวหน้า ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศและจากประชาชนไทยเป็นอย่างดี ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการบริจาคโลหิต ซึ่งจะมีประชาชนบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพระราชสมภพ และวันประสูติของพระบรมวงศ์มากเป็นพิเศษ สร้างความประทับใจแก่วงการกาชาดทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลด้านการสังคมสงเคราะห์ตลอดเวลาพระองค์ โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นทุรกันดารเพียงใด ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาทุกข์สุขต่าง ๆ ของราษฎร และวิธีดำเนินการแก้ไข ได้ทรงบำเพ็ญพระราชภารกิจนี้อย่างกว้างขวาง ทรงช่วยเหลือราษฎรที่เจ็บไข้ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ในการรักษาแก่ราษฎรเป็นจำนวนปีละหลายพันคน โดยทรงใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ มีพระราชเสาวณีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ และเจ้าหน้าที่กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนอาสาสมัครที่มาร่วมปฏิบัติงานถวายช่วยกันดูแลราษฎรที่เจ็บป่วยนี้อย่างใกล้ชิด และให้ปฏิบัติต่อราษฎรที่ป่วยไข้เสมือนญาติ

การศึกษา

พระราชกรณียกิจสำคัญประการต่อมา ทรงเป็นผู้วางรากฐานการศึกษา ทรงส่งเสริมด้านการศึกษา ด้วยทรงมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการศึกษาอยู่เนือง ๆ ทรงตระหนักถึงความสำคัญว่า ผลของการศึกษาในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคต พระราชทานทุนการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาความรู้ในด้านต่าง ๆ ทรงมีกระแสพระราชดำรัส ด้วยความห่วงใยในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยของนักเรียน นิสิตนักศึกษา ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ เด็กไทยควรมีความรู้ เกี่ยวกับความเป็นมาของประเทศชาติ ว่ามีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยนแปลงมาสู่ปัจจุบันได้อย่างไร

นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่ราษฎรที่มีบุตรมากและยากจน ซึ่งทรงพบทั่วไปในพระราชอาณาจักร ทรงห่วงใยราษฎรตามชนบทที่ขาดการศึกษาเป็นอย่างมาก และทรงมุ่งหวังที่จะให้ราษฎรไทยเป็นประชากรที่มีคุณภาพ พึ่งตนเองได้ ตลอดจนไม่ถูกหลอกลวงโดยผู้ที่มุ่งหวังเอารัดเอาเปรียบผู้ที่มีการศึกษาน้อย ดังนั้น เมื่อได้มีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรและทรงทราบว่า ครอบครัวใดมีบุตรที่ยังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน แต่ครอบครัวนั้นไม่สามารถส่งบุตรให้ศึกษาต่อจากภาคบังคับได้ ก็จะพระราชทานทุนการศึกษาแก่บุตรของครอบครัวนั้น ๑ คน โดยพิจารณาเด็กที่มีความสามารถพอจะศึกษาให้จบอย่างน้อยหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเป็นเกณฑ์ เพื่อที่จะกลับมาเป็นที่พึ่งของครอบครัวในการทำมาเลี้ยงชีพ และส่งเสียให้สมาชิกครอบครัวรายอื่น ๆ ได้รับการศึกษาต่อไป ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานทุนการศึกษาแก่เด็กเหล่านี้แล้วเป็นจำนวนหลายพันรายทั่วประเทศ

ศิลปาชีพ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปทรงเยี่ยมราษฎรครบทุกภาค ทั้งภาคกลาง อีสาน เหนือ และใต้ ทรงแบ่งเวลาเป็นหลายคราว และหลายปีด้วยกันจนทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ทำให้ทรงเห็นสภาพความเป็นอยู่อันแท้จริงของราษฎร ทรงรู้จักคนไทยทั่วทั้งประเทศดีว่า ภาคไหนมีอาชีพใด มีทุกข์สุขอย่างไรบ้าง ทราบถึงความต้องการรายได้เสริม เพื่อให้พอเพียงต่อการยังชีพในปัจจุบัน และทรงสนใจงานฝีมือพื้นบ้าน หรือในวัตถุดิบพื้นบ้าน อันจะนำมาประกอบเป็นงานฝีมือได้ ดังนั้น ทุกท้องที่ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริเป็นโครงการอาชีพหลักทางด้านเกษตรกรรม สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็จะพระราชทานอาชีพเสริม อันหมายถึงงานหัตถกรรมต่างๆไว้ควบคู่กันไปด้วย

พระองค์จึงทรงจัดให้เปิดการฝึกอบรมอาชีพต่าง ๆ ตามความถนัดของราษฎรแต่ละภาคโดยเริ่มจากการวมกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าขิดขึ้นในภาคอีสาน ภาคเหนือส่งเสริมให้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การปักผ้า การทำเครื่องเงิน การทำเครื่องปั้นดินเผา การแกะสลักไม้ ภาคกลางให้มีการอบรมทำดอกไม้ประดิษฐ์ การปั้นตุ๊กตาชาววัง และการถนอมอาหาร ภาคใต้ ส่งเสริมให้จักสานย่าลิเภา ให้มีการฟื้นฟูการทอผ้าลายดอกพิกุล ลายราชวัตร ลายดอกมะลิ ฯลฯ

เมื่อผลงานจากโครงการหัตถกรรมต่างๆ เป็นที่ทราบกันกว้างขวางขึ้นจึงมีข้าราชบริพารและผู้มีจิตศรัทธาทูลเกล้าฯ ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อทรงใช้จ่ายในกิจการเหล่านี้และได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงก่อตั้งมูลนิธิขึ้น ในที่สุด ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ก่อตั้งมูลนิธิขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ พระราชทานชื่อว่ามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทรงรับเป็นประธานกรรมการของมูลนิธิด้วยวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ ก็คือเพื่อจัดหาอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ให้แก่ชาวนา ชาวไร่ กับเพื่อธำรงรักษาและสนับสนุนศิลปหัตถกรรมไทยให้เป็นที่นิยมของคนทั่วไป

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ได้ขยายงานออกไปอย่างกว้างขวาง มีสมาชิกมากมายกว่าแสนคน มีศูนย์ศิลปาชีพใหญ่ ๘ ศูนย์ และมีโครงการศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วประเทศนับร้อย ๆ โครงการ

ทรงเป็นพุทธมามกะที่ดี

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพุทธมามกะที่ดี และทรงสนับสนุนทุศาสนาที่อยู่ในประเทศไทย เพราะศาสนามีประโยชน์ต่อคนทุกผู้ เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นบ่อเกิดของจริยธรรม รวมไปถึงศิลปวัฒนธรรม ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวันสำคัญทางศาสนา ทรงปฏิบัติตามหลักธรรมาพรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

การส่งเสริมอนุรักษ์ธรรมชาติ

ด้านการส่งเสริมอนุรักษ์ธรรมชาติ พระทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการป่ารักน้ำ ทั้งนี้เพื่อให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการร่วมกันปลูกป่า หลังจากนั้นยังมีโครงการตามพระราชดำริที่ปรากฎขึ้น เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติ อาทิ โครงการสวนสัตว์ป่าเปิดภูเขียวตามพระราชดำริ โครงการอนุรักษ์และขยายพันธุ์เต่าทะเล โครงการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า โครงการปลูกป่าเสริมธรรมชาติ โครงการพระราชดำริสวนหาดทรายใหญ่ เป็นต้น

ตลอดเวลาที่ทรงดำรงพระฐานันดรอันสูงสุดของสตรีทั้งประเทศสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณประโยชน์อย่างยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะราษฎรยากจนไร้ที่พึ่งพิง ทรงพระเมตตาต่อชนทุกชาติทุกศาสนา ทรงเห็นการณ์ไกล มีพระทัศนะกว้างขวาง พระราชดำริต่าง ๆ ในการช่วยเหลือราษฎรทุกภาคจึงเหมาะสมแก่ภูมิประเทศและความเป็นอยู่ของราษฎรยิ่งนัก พสกนิกรล้วนได้ประจักษ์แล้วว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงรักและเอื้ออาทรต่อราษฎร ประดุจความรักของมารดาที่มีต่อบุตรโดยแท้ จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์เป็นประการสำคัญ แม้ว่าการปฏิบัติพระราชกรณียกิจจะต้องทรงตรากตรำพระวรกายสักเพียงใดก็ตาม ก็มิได้ทรงย่อท้อต่อความยากลำบากหรือทรงเหน็ดเหนื่อยแต่ประการใด

จึงกล่าวได้อย่างแท้จริงว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างในการยังความเจริญก้าวหน้า และความมั่นคงมาสู่ประเทศชาติ และทรงเป็นพระราชินี ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ ดำเนินพระราชจริยวัตรตามหลักคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่ออาณาประชาราษฎร์อย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งนั้ก็เพื่อปวงราษฎร์ทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีจะได้ร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้ากัน ถือได้ว่าเป็นบุญกุศลของผู้ที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย ภายใต้ร่มพระบารมีอย่างแท้จริง


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พระบรมสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

สมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งราชอาณาจักรไทย

พระราชสมภพ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ประเทศสยาม
พระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ (๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ - ปัจจุบัน)
ฐานันดรศักดิ์ พระอัครมเหสี
พระอภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
พระราชบิดา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ
พระราชมารดา หม่อมหลวงบัว กิติยากร
พระราชสวามี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) (๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙)
พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร พระพุทธรูปปางรำพึง
พระราชบุตร
  • ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี
  • สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ ๑๐)
  • สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  • สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
วันสำคัญ ๑๒ สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)

วันแม่แห่งชาติ

ในประเทศไทยมะลิ เป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ ด้วยมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมได้ไกลและได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบกับความรักบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่เสื่อมคลาย

วันแม่แห่งชาติ ในประเทศไทย ปัจจุบันตรงกับวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเริ่มใช้วันดังกล่าวเป็นวันแม่แห่งชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ ก่อนหน้านั้นเคยใช้วันที่ ๑๐ มีนาคม, ๑๕ เมษายน, และ ๔ ตุลาคม

สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาว ส่งกลิ่นหอมได้ไกลและได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยตีความเปรียบกับความรักบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่เสื่อมคลายไป

งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ ๑๕ เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ ขาดผู้สนับสนุน

ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ ๑๒ สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เกี่ยวกับเรา

เผยแผ่หลักธรรมตามพระไตรปิฎก สืบทอดเจตนารมย์พระพุทธศาสนา ตลอดระยะเวลา ๕,๐๐๐ ปี

ปฏิบัติธรรมสืบสานเจตนารมณ์พระเดชพระคุณคุณูปมาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (ธ) และรักษาโรคด้วยพืชสมุนไพร โดย ท่าน อ.ลักษณ์ พุทธธรรม (ธ)

นอบน้อม เชิดชู ปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ราชวงศ์ ทุกๆ พระองค์

สืบสานวัฒนธรรม จารีตประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สู่ชนรุ่นหลังสืบไป

ติดต่อเรา

ศาลาภิรมย์ธรรม ๘๕/๑ ม.๓ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ๓๔๒๖๐

สถานที่ตั้ง

เว็บไซต์หน่อแก้ว

norkaewplace@gmail.com

หน่อแก้วแฟนเพจ

หน่อแก้ววิปัสสนา

๐๘๔-๕๓๔๘๗๒๙ (คุณประสาทพร)

๐๘๔-๕๑๗๘๐๔๕ (คุณอาทิตย์)

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแผ่พุทธศาสนา โดยไม่มุ่งหวังผลทางพาณิชย์ อนุญาตให้นำไปเผยแผ่เพื่อสืบต่อพุทธศาสนาได้ตามกุศลเจตนา