(ภาพขยาย) พระมหาวิเชียรมณี บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาวิเชียรมณี เป็นเพชรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นประดับบนยอดสูงสุดของพระมหาพิชัยมงกุฎ ที่สร้างมาตั้งแต่เมื่อครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑) ทำด้วยทองคำลงยาบริสุทธิ์ ประดับเพชร แต่ละชั้นประดับด้วยดอกไม้เพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมพระกรรเจียกจอน สูง ๕๑ ซ.ม.

ในปัจจุบันพระมหาพิชัยมงกุฎ นับเป็นกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: Crown jewels) หนึ่งในห้าอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The royal regalia of Thailand) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: The five traditional Royal regalia of Thailand) เมื่อแปลความหมายตามรูปศัพท์แล้วหมายความว่าเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ๕ อย่าง มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นพระราชาธิบดี เป็นของที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

กล่าวกันว่า แต่เดิมนั้น องค์พระมหาพิชัยมงกุฎเมื่อสร้างครั้งแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ ๑ ยอดของพระมหาพิชัยมงกุฎเป็นยอดแหลม ยังไม่มียอดเพชรและยังไม่มีพระกรรเจียกจอนประกอบ และเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอดทั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎ ให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงมีพระบรมฉายาลักษณ์ (ภาพถ่าย)

เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ทรงศึกษาภาษาลาตินและภาษาอังกฤษ ทรงมีพระปรีชาสามารถแตกฉานในภาษาดังกล่าวอย่างยิ่ง นอกจากนั้นแล้ว พระองค์ยังทรงสนพระราชหฤทัยที่จะติดตามข่าวสารบ้านเมืองของต่างประเทศอยู่โดยตลอดเวลา ทั้งข่าวสารจากทวีปยุโรปและสหรัฐอเมริกา เมื่อพระองค์ได้ทรงทราบข่าวว่า จักรวรรดิอังกฤษได้เพชรน้ำหนึ่งชื่อว่าโคห์อินัวร์ (อังกฤษ: Koh-i-Noor, เปอร์เซีย: کوہ نور‎ แปลความหมายตามภาษาเปอร์เซียนว่า​ภูเขาแห่งแสง ) มาประดับพระมหามงกุฎของกษัตริย์อังกฤษ รัชกาลที่ ๔ จึงทรงมีพระบรมราชโองการให้เสนาบดี นามว่าพระราชสมบัติ (นามจริง:การเวก รัตนกุล ผู้แต่งนิราศเกาะแก้วกาลกัตตา ) ออกไปหาซื้อเพชรเม็ดใหญ่ ๆ น้ำงาม ๆ ที่ประเทศอินเดียมาถวายให้จงได้

ในครั้งนั้น เสนาบดีพระราชสมบัติ ได้เดินทางไปสืบหาเพชรเม็ดใหญ่น้ำดี ในอินเดียหลายต่อหลายเมือง และแล้วในที่สุดได้เดินทางไปที่เมืองโกลกาตา (อังกฤษ: Kolkata เบงกาลี: কলকাতা) บ้างก็นิยมเรียกตามชื่อเดิมว่ากัลกัตตา (อังกฤษ: Calcutta) ณ ที่นั้นได้ค้นพบเพชรน้ำงาม เม็ดใหญ่ มีคุณลักษณะวิเศษ แต่ก็เป็นเพชรที่มีน้ำหนักเพียง ๔๐ กะรัต ขนาดประมาณเม็ดอัลมอนด์เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดและดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ในขณะนั้นแล้ว

ในเวลาต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างเจียระไนตัดเหลี่ยมก้นแหลมตามแบบนิยม แล้วนำขึ้นประดับบนยอดแหลมบนสุดเหนือพระมหาพิชัยมงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนี้ว่าพระมหาวิเชียรมณี

พระมหาวิเชียรมณี

สำหรับเรื่องราวของเพชรที่รัชกาลที่ ๔ ทรงสนพระราชหฤทัยมากนั้นคือโคห์อินัวร์ เป็นเพชรที่มีขนาด ๑๐๕.๖ กะรัต มีน้ำหนัก ๒๑.๖ กรัม ในสภาพที่เจียระไนครั้งล่าสุด (ก่อนหน้านี้มีขนาด ๑๘๖.๖ กะรัต หนัก ๓๗.๒๑ กรัม) และยังเคยเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตามหลักฐานนั้นค้นพบในรัฐอานธรประเทศ ประเทศอินเดีย พร้อมกันกับเพชรคู่แฝดที่มีชื่อว่าดารยา-เย-นัวร์ (อังกฤษ: Daria-i-Noor หมายความว่า​ทะเลแห่งแสง ) เพชรเม็ดนี้มีประวัติอันน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง เป็นเพชรแห่งการเดินทางอย่างแท้จริง เพราะถูกครอบครองจากหลายประเทศ เพชรโคห์อินัวร์เคยตกเป็นเพชรของหลายราชวงศ์ในอดีต เช่น ราชปุตแห่งอินเดีย ราชวงศ์โมกุล ราชวงศ์อัฟชาริด ราชวงศ์ดูร์รานี ราชวงศ์ซิกข์ และล่าสุดนั้นตกเป็นของจักรวรรดิอังกฤษ

การที่เพชรโคห์อินัวร์จะตกเป็นของอังกฤษนั้น เป็นวิธีการง่ายดายมาก จากผู้ครอบครองคนสุดท้ายที่เป็นราชวงศ์ซิกข์ คือ ดูลิป สิงห์ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๓ โดยบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นจึงได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร (ทรงพระชนม์ระหว่าง: ๒๔ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๑๙ - ๒๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๑) ซึ่งพระองค์ก็ทรงโปรดปรานเพชรเม็ดนี้มากเหลือเกิน แต่เนื่องจากเป็นเพชรที่ตัดเหลี่ยมหรือเจียระไนแบบโบราณที่เรียกว่าการเจียระไนแบบเก็บน้ำหนัก ทำให้เพชรมีความวาววับหรือเปล่งประกายไม่ได้เต็มที่นัก

แบบจำลองหลังเจียระไนครั้งใหม่ของเพชรโคห์อินัวร์ เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๕๒

ดังนั้น ในปีพุทธศักราช ๒๓๙๕ สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าชายอัลเบิร์ต พระราชสวามี (อังกฤษ: Albert, Prince Consort ระหว่าง: ๒๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๑๙ - ๑๔ ธันวาคม ค.ศ. ๑๘๖๑) และผู้เชี่ยวชาญทางอัญมณีคือนายเจมส์ เทนแนนท์ (อังกฤษ: James Tennant ระหว่าง: ๘ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๐๘ - ๒๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๘๑) นำเพชรเม็ดนี้ไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อทำการเจียระไนเพชรโคห์อินัวร์เม็ดนี้ให้มีเหลี่ยมที่เป็นระเบียบ เพื่อเพิ่มการสะท้อนแสง ทำให้สามารถส่งประกายวิบ ๆ วับ ๆ ได้อย่างเต็มที่

ในการนี้ จำเป็นต้องขัดฝนให้เพชรมีรูปทรงมาตรฐาน จึงทำให้ขนาดของเพชรลดลงมาก จากเดิม ๑๘๖.๖ กะรัต เหลือเพียง ๑๐๕.๖ กะรัต และค่าการเจียระไนในเวลานั้นถึงประมาณ ๘,๐๐๐ ปอนด์ ซึ่งนับว่าแพงมหาศาลมาก การนำเพชรโคห์อินัวร์ไปเจียระไนในครั้งนี้สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ทรงลำบากพระทัยมาก เพราะทรงทราบดีว่าขนาดของเพชรจะต้องถูกลดลง จากการที่เคยเป็นเพชรเม็ดใหญ่ที่สุดในโลก จะต้องกลายเป็นเพชรที่มีความหมายแค่มีขนาดใหญ่ เท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มีความงดงามเป็นเพชรน้ำหนึ่งจึงทำให้พระองค์ทรงตัดสินพระทัยลงไปอย่างกล้ำกลืนเป็นอย่างยิ่ง โดยทรงสอบถามและปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญด้านการเจียระไนเพชรและนายช่างอย่างละเอียดแล้ว จึงทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะดำเนินการต่อไป แต่เมื่อสำเร็จเสร็จการเจียระไนแล้ว ปรากฏว่าไม่ทรงพอพระทัยผลงานที่ได้รับ แต่ก็ไม่อาจแก้ไขใดใดได้อีกต่อไปแล้ว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นประดับเหนือมงกุฎองค์ที่พระองค์โปรดทรงอยู่เสมอ ๆ และทรงให้เก็บรักษาไว้ที่พระราชวังวินด์เซอร์ (อังกฤษ: Windsor Castle) อันเป็นพระราชวังที่ประทับ

เพชรโคห์อินัวร์ ประดับบนมงกุฎพระราชินีแมรี (อังกฤษ: Crown of Queen Mary) สร้างขึ้นสำหรับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๑

ต่อมา เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย ได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดีย ในปีพุทธศักราช ๒๔๒๐ เพชรเม็ดนี้ได้ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร ด้วย ภายหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตแล้วสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ ๗ (อังกฤษ: Albert Edward พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร ครองราชย์ระหว่าง: ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๔ - ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๓) ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลต่อมา

หลังจากนั้น เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก (อังกฤษ: Alexandra Caroline Marie Charlotte Louise Julia ภายหลังคือสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา แห่งสหราชอาณาจักร ทรงพระชนม์ระหว่าง: ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ - ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘) พระอัครมเหสีของพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเพชรโคห์อินัวร์มาประดับเหนือมงกุฎองค์ใหม่ของพระองค์เอง ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อทรงใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ ๗ พระราชสวามี

ดังนั้น สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา จึงทรงเป็นพระราชินีพระองค์แรกที่ทรงมงกุฎประดับเพชร และได้เป็นพระราชนิยมปฏิบัติสืบต่อมาในรัชกาลของสมเด็จพระราชินีแมรี (อังกฤษ: Queen Mary) หรือแมรีแห่งเท็ค (อังกฤษ: Mary of Teck, เยอรมัน: Maria von Teck) พระมเหสีในพระเจ้าจอร์จที่ ๕ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George V of the United Kingdom) และต่อมาจนถึงสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี (อังกฤษ: Queen Elizabeth, The Queen Mother) พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ ๖ (อังกฤษ: George VI of the United Kingdom)

พระกรรเจียกจอน ของพระมหาพิชัยมงกุฎ

ในช่วงระยะเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งสยามประเทศ ทรงได้พระมหาวิเชียรมณี มาประดับยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ ของพระองค์นั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศอังกฤษเองก็กำลังตื่นเต้นกับเพชรโคห์อินัวร์ ดังนั้นเมื่อเซอร์จอห์น เบาว์ริง (อังกฤษ: Sir John Bowring ระหว่าง ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองฮ่องกง ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๓๙๑ - ๒๔๒๐ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นราชทูตอังกฤษเดินทางเข้ามาในพระราชอาณาจักรสยามประเทศ เพื่อเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ในพุทธศักราช ๒๓๙๘ เพื่อเจริญพระราชไมตรีและเจรจาทำสนธิสัญญากับราชสำนักไทย

รัชกาลที่ ๔ ทรงเล็งเห็นถึงความสามารถของบุคคลผู้นี้ว่า จะสามารถเป็นผู้นำเรื่องราวความเจริญและพัฒนาการของสยามประเทศไปเผยแพร่ต่อได้ อันจะทำให้ต่างชาติเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติบ้านเมืองของเรา และมีความเกรงใจในอันที่จะก่อการเข้ายึดครองสยามประเทศได้ ทั้งนี้เพราะเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษอย่างมาก ท่านเป็นทั้งพ่อค้า นักการทูต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง นักการศาสนา นักแต่งเพลงสวด กวี นักประพันธ์ บรรณาธิการ และนักภาษาศาสตร์ สามารถเจรจาโต้ตอบ อ่าน เขียนภาษาหลัก ๆ ของยุโรปได้ถึง ๑๐ ภาษา รวมทั้งภาษาจีนด้วย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เข้าเฝ้าชมเพชรพระมหาวิเชียรมณี ณ ของพระมหาพิชัยมงกุฎ ทั้งนี้ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะประกาศพระเกียรติยศให้ทางฝั่งอังกฤษทราบว่า ทางสยามประเทศเองก็สามารถที่จะมีเพชรเม็ดใหญ่ น้ำงามมาประดับพระมหามงกุฎเช่นเดียวกันกับอังกฤษ

พระองค์ทรงนำพระธำมรงค์ (แหวน) เพชร อีก ๒ องค์ มาพระราชทานให้เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ได้ชมด้วย คือพระธำมรงค์รัตนวราวุธ เป็นเพชรขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ ๖๐ กะรัต (มีขนาดย่อมกว่าเพชรที่ประดับบนยอดพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ที่กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ที่มีขนาด ๗๖ กะรัต เพียงเล็กน้อยเท่านั้น) และพระธำมรงค์วิเชียรจินดา เป็นเพชรเม็ดเขื่อง น้ำใสแวววาวขนาดประมาณ ๓๐ กะรัต

พระธำมรงค์วิเชียรจินดา

พระธำมรงค์รัตนวราวุธ

หลังจากนั้น เป็นอันว่าที่รัชกาลที่ ๔ ทรงคาดการณ์ไว้ไม่ผิดเลย เพราะเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง ผู้นี้ได้มีส่วนช่วยส่งเสริมพระบรมราชพระกฤษดาภินิหารแห่งพระองค์เองและพระราชวงศ์จักรีให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาอารยประเทศและในที่สุด ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ และต้นรัชกาลที่ ๕ ท่านผู้นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนและทวีปยุโรป และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ อีกด้วย

  • ที่มา :
    • พระมหาพิชัยมงกุฎ วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)
    • Great Crown of Victory วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาอังกฤษ)
    • เล่าเรื่อง(ของ)เมืองไทย ตอนที่ ๗ เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (๒) เรียบเรียง โดย อ.เผ่าทอง ทองเจือ
    • เพชรโคอินัวร์ วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาไทย)
    • Koh-i-Noor วิกิพีเดีย พจนานุกรมเสรี (ภาษาอังกฤษ)

พระมหาพิชัยมงกุฎ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นหนึ่งในห้าอย่างของเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์

พระมหาพิชัยมงกุฎ นับเป็นกกุธภัณฑ์ (คือเครื่องยศ หรือเครื่องราชอิสริยยศ หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ เครื่องประกอบยศ และบำเหน็จความชอบ) หนึ่งในห้าอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย (อังกฤษ: The royal regalia of Thailand) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ (อังกฤษ: The five traditional Royal regalia of Thailand) เมื่อแปลความหมายตามรูปศัพท์แล้วหมายความว่าเครื่องใช้สำหรับพระมหากษัตริย์ ๕ อย่าง อันเป็นเครื่องทรงในพระมหากษัตริย์แห่งพระราชอาณาจักรไทยตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นของที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และพระราชพิธีที่สำคัญอื่น ๆ

พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องประดับพระเศียรองค์แรก สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ในปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ ทำด้วยทองคำลงยาบริสุทธิ์ ประดับเพชร เฉพาะองค์พระมหามงกุฎ ไม่รวมพระกรรเจียกจอน สูง ๕๑ ซ.ม. ถ้ารวมพระกรรเจียกจอนสูง ๖๖ ซ.ม. มีน้ำหนักถึง ๗.๓ กิโลกรัม ที่ยอดประดับเพชรเม็ดใหญ่ ทั้งนี้พระมหาพิชัยมงกุฎ ในรัชกาลที่ ๑ ยังไม่มีพระกรรเจียกจอน ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระกรรเจียกจอน และประดับเพชรแทนยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้หามาจากเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย มาประดับที่ยอดพระมหามงกุฎ พระราชทานนามเพชรเม็ดนั้นว่าพระมหาวิเชียรมณี

สำหรับในส่วนสถาบันการศึกษาที่ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์นั้น ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปัจจุบัน มีสถาบันการศึกษาที่ใช้พระมหามงกุฎ หรือพระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นสัญลักษณ์ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หมายถึง พระมหามงกุฎถอดพระจอน ในนัยยะของพระเกี้ยว พิจิตรเรขาประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า โรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ และโรงเรียนจิตรลดา เป็นต้น

ดูบทความหลักที่: เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งประเทศไทย


เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร

มงกุฎเซนต์เอ็ดเวิร์ด ลูกโลกประดับกางเขน คทาและแหวน เป็นบางอย่างของเครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร

เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: Crown Jewels of the United Kingdom) หมายถึง กกุธภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและพิธีที่เป็นทางการใหญ่ ๆ เครื่องราชกกุธภัณฑ์แห่งสหราชอาณาจักร หมายถึงสิ่งต่อไปนี้คือ มงกุฎ คทาที่มีกางเขนหรือนกพิราบ ลูกโลกประดับกางเขน (Orb หรือ globus cruciger) ดาบ แหวน เดือย ฉลองพระองค์โคโลเบียมซินโดนิสทูนิค (Colobium sindonis) ฉลองพระองค์ดาลเมติคทูนิค (dalmatic) กำไลอาร์มิลล์ (armill) และเสื้อคลุม รวมถึงกกุธภัณฑ์อื่น ๆ ที่ใช้ในพิธี

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ชุดที่เก่าที่สุดที่มีมาตั้งแต่สมัยแองโกล-แซกซัน (อังกฤษ: History of Anglo-Saxon England ช่วงระหว่าง ค.ศ. ๔๑๐ - ค.ศ. ๑๐๖๖) สูญหายไปในหนองไม่ไกลจากเดอะวอช (The Wash) ในอีสต์แองเกลีย (อังกฤษ: Rædwald of East Anglia) ในปี ค.ศ. ๑๒๑๖ ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ (อังกฤษ: John, King of England ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. ๑๑๙๙ - ค.ศ. ๑๒๑๖) แต่ไม่ทั้งหมดและเหลือแต่เพียงมงกุฎที่กล่าวกันว่าเป็นของพระเจ้าอัลเฟรดมหาราช แห่งราชอาณาจักรเวสเซ็กซ์ (อังกฤษ: Alfred the Great of Wessex ครองราชย์ระหว่าง ๒๓ เมษายน ค.ศ. ๘๗๑ - ๒๖ ตุลาคม ค.ศ. ๘๙๙) และของพระราชินีอิดิธ แห่งราชอาณาจักรเวสเซ็กซ์ ที่มีอยู่ต่อมาจนถึงปี ค.ศ. ๑๖๔๙

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ชุดใหม่ที่แทนสิ่งที่หายไปทำขึ้นไม่นานนักหลังจากนั้น รวมทั้งจุลมงกุฎ (อังกฤษ: Coronet) ของลูเอลเล็น (Llywelyn) เจ้าชายแห่งเวลส์ (ไม่ใช่ตำแหน่งเจ้าชายแห่งเวลส์) ในปี ค.ศ. ๑๒๘๔ กกุธภัณฑ์ชุดใหม่ถูกโจรกรรมจากเวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ (อังกฤษ: Westminster Abbey) ในปี ค.ศ. ๑๓๐๓ แต่ก็ได้คืนมาเพียงไม่กี่วันหลังจากนั้นเมื่อพบว่าถูกนำมาตั้งแสดงอยู่หน้าร้านขายเครื่องเพชรพลอย ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๓๐๓ เครื่องราชกกุธภัณฑ์จึงถูกนำไปเก็บไว้ในหอคอยแห่งลอนดอน (อังกฤษ: Tower of London)


สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร พระบรมฉายาลักษณ์เมื่อปี ค.ศ. ๑๘๘๒

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (อังกฤษ: Queen Victoria) พระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักร (พระองค์ทรงครองราชย์ระหว่าง ๒๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๓๗ - ๒๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๐๑) พระองค์ทรงมีสายพระโลหิตสืบทอดมาเป็นเชื้อพระวงศ์ทั่วยุโรป เช่นจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ ๒ แห่งเยอรมนี หรือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ แห่งสหราชอาณาจักร เป็นต้น จนได้รับพระราชสมัญญานามว่าสมเด็จย่าแห่งยุโรป (อังกฤษ: Grandmother of Europe)

เจ้าหญิงวิกตอเรีย ทรงเป็นพระราชบุตรีพระองค์เดียวของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ดยุกแห่งเคนต์และสแตรเธิร์น (อังกฤษ: Prince Edward, Duke of Kent and Strathearn) ซึ่งเป็นบุตรองค์ที่ ๔ ในพระเจ้าจอร์จที่ ๓ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George III of the United Kingdom) เจ้าหญิงวิกตอเรียทรงประสูติที่พระราชวังเค็นซิงตัน (อังกฤษ: Kensington Palace) เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม คศ. ๑๘๑๙ และ เสด็จสวรรคตในวันที่ ๒๒ มกราคม ๑๙๐๑ ด้วยอาการหลอดพระโลหิตแตกในสมอง หลังจากที่ได้ทรงครองราชย์เป็นเวลานาน ๖๔ ปี ถือเป็นราชินีผู้ที่เคยครองราชย์นานที่สุดก่อนที่สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ ๒ (อังกฤษ: Elizabeth II ทรงครองราชย์ตั้งแต่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๕ - ปัจจุบัน) โค่นสถิติดังกล่าว

จะเห็นได้ว่าอังกฤษเป็นประเทศซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็ก ๆ แต่น่าทึ่งประเทศหนึ่ง เพราะเป็นจักรวรรดิสมัยใหม่ที่มีดินแดนมากที่สุดในโลก จนถูกขนานนามว่าดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน (อังกฤษ: the sun never set in the British Empire) คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผู้ที่อยู่เบี้องหลังความสำเร็จดังกล่าวนี้คือสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระองค์นำพาประเทศอังกฤษสู่ความยิ่งใหญ่เทียบเท่าได้กับอเล็กซานเดอร์มหาราช (อังกฤษ: Alexander the Great) เพราะสามารถยืดเมืองขึ้นได้ไปถึงอินเดียและแอฟริกา หลักฐานชิ้นสำคัญที่เป็นอนุสรณ์สถานแก่การได้รับชัยชนะครั้งนี้คือเพชรโคอินัวร์ ที่ประดับอยู่บนมงกุฎของราชินีอังกฤษนั่นเอง


อเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก

สมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา ทรงเครื่องประดับที่มีเพชรโคห์อินัวร์ อยู่บนมงกุฏ

เจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก (อังกฤษ: Princess Alexandra of Denmark) ซึ่งภายหลังคือสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา แห่งสหราชอาณาจักร (พระนามาภิไธย: อเล็กซานดรา แคโรไลนา มารี ชาร์ล็อต หลุยส์ จูเลีย ทรงพระชนม์ระหว่าง ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ - ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘) เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: Edward VII) และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดียในช่วงระหว่างรัชกาลของพระสวามี

ก่อนหน้านี้ พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ (อังกฤษ: Princess of Wales) ระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๐๖ - พ.ศ. ๒๔๔๔ (ยาวนานกว่าผู้ใดที่เคยดำรงพระอิสริยยศนี้) หลังการเสด็จสวรรคตของพระสวามีในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ตราบจนถึงการเสด็จสวรรคตของพระองค์เอง ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนี ที่ทรงเป็นทั้งพระราชินีและพระราชชนนีของกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ คือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George V of the United Kingdom) แต่ไม่โปรดใช้พระอิสริยยศเช่นนี้ จึงได้มีพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (อังกฤษ: Her Majesty Queen Alexandra) ตลอดการเป็นหม้ายของพระองค์

นับตั้งแต่ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๗ พระสวามี และทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีต่อจากนั้นจนกระทั่งสวรรคต พระองค์ทรงเป็นที่รักของประชาชนชาวอังกฤษอย่างมาก พระองค์ทรงประกอบการกุศลมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Alexandra Rose Day ในช่วงของสงครามบัวร์ พระองค์ได้ทรงก่อตั้งกองร้อยพยาบาลแห่งสมเด็จพระราชินีอเล็กซานดรา (อังกฤษ: Queen Alexandra's Nursing Corps) หรือที่รู้จักกันในนาม "Q.A.s"


แมรีแห่งเท็ค

สมเด็จพระราชินีแมรี หรือแมรีแห่งเท็ค ในปี ค.ศ. ๑๙๐๑

แมรีแห่งเท็ค (อังกฤษ: Mary of Teck หรือมาเรียแห่งเท็ค, เยอรมัน: Maria von Teck, พระบรมนามาภิไธย: เจ้าหญิงวิกตอเรีย แมรี ออกัสตา ลูอิส โอลกา พอลีน คลอดีน แองเนส แห่งเท็ค อังกฤษ: Princess Victoria Mary Augusta Louise Olga Pauline Claudine Agnes of Teck) เป็นเจ้าหญิงเยอรมันจากราชอาณาจักรเวือร์ทเทิมแบร์ค (เยอรมัน: Königreich Württemberg) ผู้ซึ่งอภิเษกสมรสเข้าสู่พระราชวงศ์อังกฤษ พระนางเป็นพระอัครมเหสีในพระเจ้าจอร์จที่ ๕ แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: George V of the United Kingdom) จึงถูกออกพระนามว่าสมเด็จพระราชินีแมรี (อังกฤษ: Queen Mary) พระนางยังทรงมีพระยศเป็นจักรพรรดินีแห่งอินเดีย และพระราชินีแห่งไอร์แลนด์ อีกด้วย

ในช่วงเวลาของพระองค์ ทรงเป็นที่รู้จักถึงการกำหนดลีลาให้พระราชวงศ์อังกฤษดำเนินไป ในฐานะที่ทรงเป็นแบบอย่างของความเป็นระเบียบทางการและขนบธรรมเนียมของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในงานพระราชพิธีต่าง ๆ พระองค์เป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีที่ทรงเข้าร่วมพระราชพิธีราชาภิเษกของทายาทของพระองค์ นอกจากนั้นพระองค์ที่ยังทรงเป็นที่รู้จักถึงการประดับเพชรพลอยในงานพิธีทางการต่าง ๆ

ความรู้อันกว้างขวางและการค้นคว้าในเรื่องสมบัติที่เป็นของสำนักการสะสมงานศิลป์หลวงของพระองค์ ยังช่วยในการบ่งบอกประเภทของสิ่งประดิษฐ์หรืองานศิลป์ที่อยู่ผิดตำแหน่งมาหลายปี เช่น พระราชวงศ์ได้ให้มิตรสายชาวอังกฤษในสมัยก่อน ๆ ยืมสิ่งของต่าง ๆ เหล่านั้นกับซึ่งยังไม่ได้รับกลับคืนมา ทันทีที่พระองค์ได้ระบุบ่งสิ่งของที่หายไปในรายการทรัพย์สินเล่มเก่า พระองค์จะทรงเขียนถึงผู้ที่ครอบครองอยู่เพื่อขอสิ่งของกลับคืน พระองค์ทรงเป็นนักสะสมวัตถุและรูปภาพที่กระตือรือร้นด้วยเส้นสายในพระราชวงศ์


สมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี

พระบรมสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี ในปี ค.ศ. ๑๙๘๖

เอลิซาเบธ แองเจลา มาร์กาเร็ต โบวส์-ลีออน (อังกฤษ: Elizabeth Angela Marguerite Bowes-Lyon, ทรงพระชนม์ระหว่าง ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๓ - ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๕) เป็นสมเด็จพระราชินีมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีจอร์จที่ ๖ (อังกฤษ: George VI of the United Kingdom) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๙ จนกระทั่งพระองค์เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระสวามีได้ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี (อังกฤษ: Queen Elizabeth, The Queen Mother) เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับพระธิดาองค์โตคือสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ ๒ (อังกฤษ: Elizabeth II) ก่อนการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของพระสวามีในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๖๖ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นดัชเชสแห่งยอร์ก (อังกฤษ: Duchess of York) อีกทั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระราชินีแห่งไอร์แลนด์ และจักรพรรดินีแห่งอินเดีย พระองค์สุดท้ายอีกด้วย ประชาชนนิยมเรียกพระองค์ท่านว่าควีนมัม (อังกฤษ: Queen Mom)

เอลิซาเบธซึ่งเกิดในครอบครัวตระกูลผู้ดีชาวสก็อต ได้กลายมาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ เมื่อเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ดยุกแห่งยอร์ก พระราชโอรสพระองค์ที่สองในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ ๕ และสมเด็จพระราชินีแมรี ในฐานะที่เป็นดัชเชสแห่งยอร์ก พระองค์ พระสวามีและพระธิดาทั้งสองคือเจ้าหญิงเอลิซาเบธ มกุฎราชกุมารี และเจ้าหญิงมาร์กาเรต ได้ทรงปฏิบัติตนตามแบบครอบครัวชนชั้นกลาง ดัชเชสได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านสาธารณชนต่างๆ มากมายและเป็นที่รู้จักกันว่าดัชเชสผู้แย้มยิ้ม อันเป็นผลมาจากการปรากฏองค์ต่อหน้าสาธารณชนอยู่เป็นประจำ

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ เอลิซาเบธได้ทรงกลายเป็นพระราชินีอย่างไม่คาดฝันเมื่อสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ ๘ ได้ทรงสละราชสมับติอย่างกะทันหันเพื่อไปอภิเษกกับนางวอลลิส ซิมป์สัน แม่ม่ายชาวอเมริกันที่เคยหย่าร้างแล้วสองครั้ง ในฐานะสมเด็จพระราชินี พระองค์ได้โดยเสด็จพระราชสวามีไปในการเสด็จเยือนทางการทูตยังประเทศฝรั่งเศสและทวีปอเมริกาเหนือในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในระหว่างสงครามด้วยความแข้มแข็งเด็ดเดี่ยวที่ไม่ย่อท้ออย่างเห็นได้ชัดทำให้เกิดแรงสนับสนุนทางจิตใจต่อสาธารณชนอังกฤษอย่างมากเท่ากับการสำเหนียกรู้ถึงภาระหน้าที่ในฐานะที่เป็นเครื่องมือในการชวนเชื่อ ได้ทำให้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กล่าวถึงพระองค์ว่าเป็นผู้หญิงที่อันตรายที่สุดในยุโรป หลังจากสงคราม พระพลานามัยของพระสวามีได้อ่อนแอลงและทรงกลายเป็นม่ายเมื่อพระชนมายุ ๕๑ พรรษา

ในการเสด็จไปประทับยังต่างประเทศของพระเชษฐภรรดาและการเสวยราชสมบัติเป็นสมเด็จพระราชินีนาถของพระธิดาองค์ใหญ่ตอนพระชนมายุ ๒๖ พรรษา เมื่อสมเด็จพระราชินีแมรี (หรือแมรีแห่งเท็ค ) เสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ พระองค์ได้ทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่อาวุโสที่สุดและกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว ในช่วงปลายพระชนม์ชีพก็ยังทรงเป็นสมาชิกในพระราชวงศ์อังกฤษที่มีชื่อเสียงอยู่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สมาชิกพระราชวงศ์องค์อื่น ๆ ตกอยู่ในการเสื่อมความนิยมจากสาธาณชนมากขึ้น

หลังจากการประชวรและการสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงมาร์กาเรต พระธิดาองค์เล็กเพียงไม่นาน พระพลานามัยของพระองค์ก็แย่ลงเรื่อย ๆ และได้เสด็จสวรรคตในอีกหกสัปดาห์ให้หลัง ขณะมีพระชนมายุ ๑๐๑ พรรษา


เซอร์จอห์น เบาว์ริง

เซอร์จอห์น เบาว์ริง ในปี ค.ศ. ๑๘๒๖

เซอร์จอห์น เบาว์ริง (อังกฤษ: Sir John Bowring ช่วงระหว่าง ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๓๕ - ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๕) ในระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๔๘ - ค.ศ. ๑๘๕๗ ได้เป็นเจ้าเมืองฮ่องกง (อังกฤษ: Hong Kong; อักษรจีน: 香港 มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ) อีกทั้งยังเป็นพ่อค้า นักการทูต นักเศรษฐศาสตร์การเมือง นักการศาสนา นักแต่งเพลงสวด กวี นักประพันธ์ บรรณาธิการ และนักภาษาศาสตร์ (โดยรู้ถึง ๑๐ ภาษาหลัก ๆ ทั้งหมด ในยุโรป รวมทั้งภาษาจีน) ตลอดจนถึงเป็นราชทูตที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร เพื่อเข้ามาเจริญพระราชไมตรีและเจรจาทำสนธิสัญญากับราชสำนักไทย ในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ในที่สุดก็มีการลงนามในสนธิสัญญาเบาริง (อังกฤษ: Bowring Treaty) เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายนปีเดียวกัน

การลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้มีผลให้สยามต้องเสียอำนาจอธิปไตยทางการศาลและคนในบังคับอังกฤษมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในสยาม นอกจากนี้ สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นการเปิดการค้าเสรีกับต่างประเทศ ถือเป็นการสิ้นสุดของการผูกขาดการค้ากับต่างประเทศโดยกรมพระคลังสินค้าของสยาม สนธิสัญญานี้มีผลใช้บังคับอยู่นานกว่า ๗๐ ปี

ท้ายที่สุดสมัยปลายรัชกาลที่ ๔ และต้นรัชกาลที่ ๕ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนและทวีปยุโรป ถือได้ว่าเป็นตัวแทนประจำคนแรกของไทย ก็ว่าได้ และท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสยามมานุกูลกิจ สยามมิตรมหายศ